วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Masumi Spa Chiangmai สปาที่รับชำระค่าบริการผ่าน Bitcoin แห่งแรกของประเทศไทย

          เมื่อพูดถึงเรื่อง Bitcoin ที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้แล้วนั้น คงมีหลากหลายท่านที่รู้จักมักคุ้นกันดีอยู่แล้ว และอีกหลายๆท่านที่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง และคิดว่า .. ไอ้เจ้า Bitcoin เนี่ยมันคืออะไร?? วันนี้เราจะมาพูดถึงเจ้า Bitcoin กันสักนิดนะคะ

          Bitcoin ก็คือ สกุลเงินดิจิตอล ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของระบบเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ ซึ่งขั้นตอนการหาเจ้า Bitcoin มาครอบครองนั้น จะแตกต่างกันไปตามวิธีของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อขาย (Trading) การ run mining software บนคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาเพื่อให้ได้เจ้าตัว Bitcoin ตรงนี้มาเป็นของตัวเอง และเก็บเข้ามาไว้ในกระเป๋าตังค์ดิจิตอล หรือ Bitcoin Wallet ซึ่ง Bitcoin Wallet นี้จะอยู่ใน Smartphone ของผู้ถือครองบัญชีของตน สามารถใช้จ่ายในร้านค้าต่างๆ ที่รับชำระเงินเป็นสกุล Bitcoin ผ่านระบบ Bitcoin Wallet ใน Smartphone ของท่าน ได้ในทุกที่ ทุกเวลา

          ไม่แน่ในอนาคต เราอาจจะไม่ต้องพกเงินสด บัตรเครดิต ไปไหนมาไหนแล้วก็ได้นะคะ หากว่า Smartphone ตัวเดียวจะเป็นกระเป๋าเงินของเราที่สะดวกและเร็วเร็วขนาดนี้ ปัจจุบันในหลายๆร้านค้าต่างๆ ในแต่ละรัฐ แต่ละประเทศ ก็เริ่มเปิดกว้างในการรับชำระเงินสกุล Bitcoin กันมากขึ้น ถึงขนาดที่ว่า ในบางประเทศเค้ามีธนาคาร Bitcoin โดยเฉพาะแล้วนะคะ

          เห็นกันได้ชัดๆ เลยว่า ขณะนี้ Bitcoin เป็นอีกสกุลเงินหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของ Bitcoin สามารถเข้าเรียนรู้เกี่ยวกับ Bitcoin นี้ได้ที่ bitcoin.co.th ซึ่งมีคำตอบมากมายให้ท่านได้เลือกอ่านกันเลยทีเดียว

          ขณะนี้ก็เริ่มมีผู้ประกอบการต่างๆ เริ่มทดลองในการรับชำระค่าสินค้าและบริการจาก Bitcoin กันมากขึ้นแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพ Masumi Spa (มาสุมิ สปา) จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสปาแห่งแรกในประเทศไทย ที่เริ่มเปิดให้นักเล่น Bitcoin สามารถเข้าใช้บริการและชำระเงินได้จริง อันนี้ผู้รู้ควรมาทดสอบด้วยตนเองนะคะ ว่าเงิน Bitcoin ใน Wallet ของท่าน จะสามารถโลดแล่นในชีวิตได้จริงๆหรือไม่?


          ทาง Masumi Spa Chiangmai โดยผู้บริหารรุ่นใหม่ วัย 20 กว่าๆ ของสปา เค้าแจ้งมาแล้วว่า "เราชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบ Bitcoin โดยไม่มีการเก็บค่าบริการอื่นๆ เพิ่มเติมจากสปาแต่อย่างใด ลูกค้าสามารถชำระค่าบริการตามราคาจริง (บาท) จากสกุล Bitcoin ของท่านเองจาก Smartphone ที่ท่านถืออยู่ ซึ่งทางสปา เพียงต้องการเพิ่มทางเลือกในการชำระค่าสินค้าและบริการให้กับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ระบบการชำระสินค้าและบริการ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเงินสด และบัตรเครดิตเท่านั้น" น่าสนุกและน่าสนใจใช่เล่นเลยนะคะ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 เหตุผลเถ้าแก่หน้าใหม่ ไปไม่รอด




          1.ไร้แก่นสารอยากทำก็ทำ // เห็นพวกทำโน่นแล้วรวย ทำนี่แล้วดี อยากทำบ้าง แต่ตัวเองไม่ได้ถนัด ไม่ได้สนใจ อย่างจริงจัง อย่างนี้ทำได้ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานก็เลิก ไม่ช้าก็เจ้ง เสียเงินโดยใช่เหตุ

          2.ไม่มีแผนการมวยวัด // ธุรกิจมันเป็นอาชีพ ทำให้ค้าขายได้ ไม่เจ้งใช่ว่าจะต่อยสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วคิดว่าหมัดเราจะโดนนะครับ ต่อไปสักพักเราเหนื่อยเอง แพ้ภัยตัวเองก็เจ้ง

          3.เป้าหมายลอยในอากาศ // ถ้าไม่รู้ว่าแต่ละไตรมาสจะต้องมียอดขายเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ยอด รายปีมีวางเป้าหมายอะไรบ้าง ถ้าทุกอย่างมันยังลอยเว้งอยู่ในอากาศ ในไม่ช้าทุกอย่างก็จะโดนลมหอบไป ไม่มีเหลือ

          4.ว่าวปักเป้าหางสั้น // ค้าขายต้องมีเงินทุน มีน้อยก็ลงทุนแต่น้อย และควรมีเงินทุนสำรองเพื่อช่วยให้สภาพคล่องของเงินไหลได้ด้วย ถ้าเป็นว่าวปักเป้าหางสั้น โอกาสที่จะโดนว่าวจุฬาสอยลงมาได้อย่างรวดเร็ว

          5.ต้อนเพื่อนพ้อง พี่น้อง ญาติมิตร มาทำงานขาดศักยภาพ // กิจการช่วยเหลือครอบครัวเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่ต้อนกันมาช่วยงานโดยที่ไม่ได้ดูความสามารถ แล้วละก็ แทนที่จะเป็นการช่วยกันสร้างกิจการ จะเป็นการช่วยล้มหมอน นอนเสื่อกิจการเตรียมหอบเสื่อกลับบ้านเกิด

          6.หูตาไม่ไว ไม่ใส่ใจตลาดเทคโนโลยี // ธุรกิจมันคือการแข่งขัน ถ้ามัวรอใช้เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์รุ่น Hero อยู่ก็คงไม่ทันตลาด ไม่ทันเทคโนโลยี มีหวังลูกค้าหาย เงินหมด ต้องดูด้วยว่าตลาดไปทางไหน สินค้าเรายังสอดรับตลาดหรือไม่ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายที่ต้องเจ้งไปเพราะไม่ใส่ใจตลาด เช่น BB,ฟิมล์ Kodak

          7.อยากขายไม่ได้สนใจความต้องการลูกค้า // มีของดีที่สุดยอด แต่ไม่มีตลาดที่ต้องการ กับ มีของที่ไม่เลิศหรู แต่ตลาดรอยู่เพียบ อย่างไหนจะไปได้ดีกว่ากัน ถ้าค้าขายไม่สนใจลูกค้าว่าเขาอยากได้อะไร มองหาอะไร อยู่แล้ว ก็ผลิตมา เปิดร้านมารอตบยุงได้เลย

          8.นำเสนอไม่เป็นสื่อสารไม่ได้ // จะเป็นเจ้าของกิจการต้องพูดรู้เรื่อง สื่อสารได้ทั้งภายในบริษัท และนอกบริษัท ไอ้ประเภท พูดไม่เก่ง ไม่กล้าพูดอย่างนี้ มีหวังจบเห่ตั้งแต่ไม่เปิดกิจการ พูดไม่เก่ง แต่พูดให้ดีได้ ไม่กล้าพูด แต่กล้านำเสนอได้ อย่างนี้ค่อยพอที่จะยืนชกกันได้หน่อย

          9.ลำพองในความสำเร็จ ไม่พัฒนาต่อยอด // ความสำเร็จในอดีต มันเป็นแค่อดีตนะ ไม่ใช่ความสำเร็จวันนี้ หรืออนาคต เมื่อใดลำพอง ยินดีอยู่กับความสำเร็จในอดีต แล้วละก็ นับถอยหลังความล้มเหลวได้เลย ไม่ต้องขอมันก็มาครับ

          10.รอแต่ฉลองงานใหญ่ไม่เคยสนใจฉลองงานเล็ก // ปลายปีมีโบนัส รอยอดฉลองสิ้นปี บางทีมันอาจจะช้าไปสำหรับคนทำงาน หรือตัวเราเอง ให้รางวัลชีวิตบ้าง เราเหนื่อยหนักกับการทำงานก็ให้รางวัลบ้าง หากไม่มีน้ำหวานหล่อเลี้ยงสังสรรค์กันบ้าง ความสัมพันธ์ในองค์กรก็แย่ ลูกค้าก็ถอย ถอดใจ มีแต่เจ้ง กับเจ้ง

บทความจาก ‪#‎ความเชื่อเปลี่ยนชีวิต‬ >> Mr.KJ

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ถ้าคุณล้มเหลวสักครั้ง จะท้อไปใย

          เพราะในชีวิจของคนคนหนึ่ง จะมีกี่คนที่ไม่เคย "ล้มเหลว" แต่การล้มเหลวไม่ได้หมายถึง "ความพ่ายแพ้" หากแต่หมายถึงการต้อง "เริ่มต้นใหม่" 

          ผมนับถือชายผู้หนึ่งที่ล้มเหลวมาตลอดชีวิต แต่เมื่อเค้าทำสำเร็จเพียงครั้งเดียว คนทั้งโลกก็รู้จักเขา ชายคนนี้คือ "ผู้พันแซนเดอร์ส์" เจ้าของ KFC ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีขายทั่วโลก

   

          ผู้พันแซนเดอร์ส เป็นชายผู้ล้มเหลวมาตลอดชีวิต ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เกิดที่เมืองคอร์บิน มลรัฐเครตั๊กกี้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 1890 แต่เมื่อเค้าอายุเพียง 5 ขวบ บิดาก็เสียชีวิต ทำให้ครอบครัวอยู่ในสภาพยากจน เขาจึงต้องออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 16 และต้องหางานทำ

          ในวัย 17 ปี เขาสร้างสถิติโลกด้วยการตกงานปีเดียว 4 ครั้ง โชคดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็ได้แต่งงานในวัยเพียง 18 ซึ่งยังเด็กเกินไปที่จะมีครอบครัว และความรับผิดชอบ แถมอายุ 19 เขาก็กลายเป็นพ่อคนแต่เพียงปีเดียว เมื่อเขาอายุ 20 ภรรยาก็หอบลูกสาวหนีไปจากชีวิต เพราะทนใช้ชีวิตกับคนไม่เอาไหนแบบเขาต่อไปไม่ได้

          เขาจึงตัดสินใจสมัครเป็นหทาร แต่คนจะล้มเหลว อะไรก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่นานเขาก็ถูกขับออกจากกองทัพ จึงตัดสินใจเข้าโรงเรียนกฏหมาย แต่ก็ตามฟอร์ม เขาถูกปฏิเสธงานอย่างไม่ใยดี แซนเดอร์สจึงต้องไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน และก็ตามคาดหมาย เขาล้มเหลวกับงานนี้

          แซนเดอร์สเชื่อมั่นว่าเขาต้องมีดีแน่ๆ สักอย่าง และสิ่งที่เขาเชื่อว่าเขาทำได้ (ดี) ก็คือ การทำอาหาร เพราะต้องช่วยแม่เลี้ยงน้องเมื่อพ่อเสียชีวิต เขาจึงสมัครและได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา แต่การมีงานทำ ทำให้เขาคิดถึงการเป็นครอบครัว นั่นคืออยู่พร้อมหน้า 3 คนพ่อแม่ลูก เขาจึงติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธ ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะขอคืนเพียงลูกสาว แต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะสถานะของเขาไม่ดีพอที่จะเลี้ยงลูกสาว

          แซนเดอร์สวางแผนลักพาตัวลูกสาวกลับคืนมาสู้อ้อมอกของตนทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว และเมื่อถึงเวลา เขาก็ไม่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านเล็กๆของภรรยา พร้อมจับจ้องเวลาที่ลูกสาวจะออกมาวิ่งเล่นหน้าบ้านเพื่อลักพาตัว แต่อนิจจาเวลานั้น ลูกสาวของเขากลับไม่ออกมาเล่นหน้าบ้าน แซนเดอร์สล้มเหลวแม้กระทั่งจะก่ออาชญากรรม แต่โชคดีที่สุดท้าย เขาสามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันครบพ่อแม่ลูก

          การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัว ทำให้เขามากำลังใจและทำงานจนเกษียณตอนอายุ 65 สื่งที่เขาได้รับในวันแรกหลังเกษียณไม่มีงานทำ คือเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกในชีวิตของเขาเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ ซึ่งแปลว่าเขามีเงินเหลือจากการทำงานเพียง 105 ดอลลาร์ และจากนี้ไปเขาจะมีชีวิตจากเงินสวัสดิการของรัฐบาล แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาล้มเหลว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่แซนเดอร์สหมดกำลังใจและท้อแท้ เขาจึงคิดว่า เมื่อไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่ควรจะมีชีวิตอีกต่อไป แซนเดอร์สตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ "ฆ่าตัวตาย"

          เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด เขาจึงหยิบกระดาษขึ้นมาพร้อมกับดินสอ แล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านเพื่อเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ในขณะนั้น เขากลับเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น และสิ่งที่เขาควรจะมีชีวิต รวมไปถึงสิ่งที่เขาปรารถนาก่อนตาย และเขาก็พบความจริงที่น่าเศร้าว่า เขาไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาเลย แต่แซนเดอร์สก็ยกย่องตัวเองว่าเขาทำได้ในสิ่งที่หลายคนแพเขาแน่นอน นั่นคือเขารู้วิธีปรุงอาหาร

          แซนเดอร์สเปลี่ยนไปทันที ที่เขาเขียนกระดาษแผ่นนั้นจบ เขาคิดว่าขอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวติให้ประสบความสำเร็จ ถ้าจะต่ยก็ขอตายโดยได้พยายามทำบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าด้วยชีวิต เขาจึงลุกขึ้นจากสนามหญ้า มุ่งหน้าไปยังธนาคารเพื่อขอยืมเงิน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไป พร้อมซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง เมื่อกลับถึงบ้าน เขาลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นเองในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟ

          จะมีกี่คนที่รู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ไก่ทอดเคเอฟซี" จากสูตรของแซนเดอร์ส ที่เริ่มในวัย 65 แล้วนำไก่ที่ทอดออกขายตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ คนที่ล้มเหลวมาตลอดชีวิต และประสบความสำเร็จในวัย 65 ปีคนนี้ น่าจเป็นแรงบัญดาลใจให้ใครหลายคนที่เคยท้อแท้ ลองคิดใหม่ว่าตัวเองก็น่าจะมีดีอะไรสักอย่าง เหมือนแซนเดอร์ส ชายแก่ผู้สร้างชื่อให้รัฐเคนตั๊กกี้ จนผู้ว่าการรัฐแต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้พันแซนเดอร์ส" เพื่อเป็นเกียตริประวัติ และวันนี้ KFC ทั้งโลกกว่า 3 หมื่นร้านใน 100 ประเทศย่อมบอกชัดเจนว่า แม้จะล้มเหลวมาตลอดชีวิต แต่หากสามารถประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวก็คุ้มค่า

ข้อมูลและภาพจาก ass2success.com

วิลเลียม ไฮเนคกี้ จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่ธุรกิจพันล้าน

          ยอมแพ้หรือยัง?? ไอหมอกถามตัวเอง ใช่ คำตอบที่ได้คือไม่ยอมแพ้ แต่ไอหมอกรู้สึกหมดแรง ไม่ต้องการที่จะสู้กับปัญหาที่มันกำลังถาโถมอยู่ในขณะนี้ .. หรือนี่คือบททดสอบ?? และไอหมอกจะปลุกตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง จากบทความนี้


          วิลเลี่ยม ไฮเน็คกี ผู้ซึ่งเป็นตำนานเสื่อผืนหมอนใบฉบับฝรั่งตาน้ำข้าว จากหนุ่มน้อยวัย 17 ปีที่มุ่งมั่นมายังเมืองไทยทิ้งการเรียนไว้ข้างหลังและเริ่มธุรกิจรับทำความสะอาดจากไม้ถูพื้นและถังน้ำ จนเวลาผ่านไป 45 ปี ในวันนี้เขาคือผู้ครอบครองอาณาจักรธุรกิจโรงแรม ฟาสต์ฟู้ด มูลค่านับหมื่นล้านบาท อะไรทำให้คนหนึ่งสามารถประสบความสำเร็จมาได้ไกลขนาดนี้
เขาเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างในขณะยังเรียนอยู่ให้กับหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ โดยเขียนนคอลัมน์เกี่ยวกับรถแข่งและขายโฆษณา จนต่อมาเมื่อเรียนจบก็เริ่มตั้งบริษัทด้วยเงินทุนที่กู้ยืมมาอีกทีหนึ่งโดยเปิดบริษัทรับจ้างทำความสะอาดในอาคาร และ บริษัททำสื่อโฆษณาวิทยุที่ต่อมาขายให้กับบริษัทโอกิลวี่ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายของ ไฮเนคกี้

          จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจเล็กๆนั้นได้นำพาเข้าให้ไปพบกับคนในตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งได้เข้ามาร่วมหุ้นในการเปิดร้านมิสเตอร์ แฟรงกลิน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทว่านับเป็นการบุกเบิกธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเวลาต่อมา ร่วมกับกลุ่มจิราธิวัฒน์อีกครั้งหนึ่งเพื่อเปิดร้านมิสเตอร์ โดนัท แห่งแรกที่สยามเซ็นเตอร์ ถือเป็นความสำเร็จในการแนะนำให้คนไทยรู้จักร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งต่อมากลายเป็นร้านยอดนิยมของวัยรุ่นในเวลาต่อๆ มา
          ไฮเนคกี้ เป็นคนที่มุ่งมั่นมากไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ขยันที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาและด้วยความไม่กลัวปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทำให้เขาสามารถตะลุยปัญหาระหว่างทางที่เกิดขึ้นได้ตลอด ไฮเนคกี้เป็นคนไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เป็นคนที่พร้อมจะเผชิญกับวิกฤตได้ตลอดเวลา และยังสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ นั่นทำให้หลายๆครั้งธุรกิจของเขาที่เผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ๆ สามารถผ่านพ้นมาได้และเติบโตอย่างมั่นคงมากขึ้น
          เมื่อครั้งมีปัญหากับแบรนด์พิซซ่าฮัทที่ถูกบริษัทแม่ไปบริหารเอง ทำให้เขาต้องออกมาตั้งแบรรนด์ใหม่ในนาม พิซซ่า คอมปานี ด้วยแบรนด์ใหม่ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ใหม่นี้ได้ แต่ด้วยทำเลร้านที่มีอยู่เดิมซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้เช่า ระบบฐานข้อมูลลูกค้า ทีมงานส่งพิซซ่า และ ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างหน้าพิซซ่าหน้าใหม่ๆให้มากกว่าคู่แข่ง เครื่องที่มากกว่า ทำให้ลูกค้าให้การต้อนรับแบรนด์พิซซ่าใหม่เป็นอย่างดี
          หรือครั้งวิกฤตสึนามิที่ทำให้โรงแรมอนันตราที่เขาหลัก จ.พังงาพังยับเยิน พนักงานและลูกค้าต้องเสียชีวิต  การจะกลับมาพลิกฟื้นก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญนัก แต่ไฮเน็คกี้เน้นย้ำกับทีมงานว่า ต้องเข้มแข็ง มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมเติบโตและฝันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน นั่นกลายเป็นจุดแข็งและสร้างแรงดีดที่สำคัญในการพลิกฟื้นโรงแรมที่พังราบไปแล้วให้กลับคืนขึ้นมาได้

          ภาวะความเป็นผู้นำในยามคับขันจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากทั้งการสร้างกิจการเติบโตอย่างยั่งยืนจากธุรกิจท้องถิ่นมาเป็นธุรกิจระดับนานาชาติ และแม้ในยามวิกฤตที่บริษัทต้องฟันผ่าและผ่านพ้นไปให้ได้
          สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจของไฮเน็คกี้ ความชอบ ไฮเน็คกี้เริ่มทำธุรกิจจากความชอบส่วนตัวเช่น การนำเอาไอศกรีมซเวนเซ่นเข้ามาในเมืองไทยครั้งแรก เพราะเขาชอบกินไอศกรีมมาก หรือแม้แต่พิซซ่า เพราะความชอบกินพิซซ่า ทำให้เขาดึงเอาแบรนด์พิซซ่าฮัทในเวลานั้นเข้ามาในเมืองไทย
          โดยเขาให้ความสำคัญมากที่ “จุดขาย”  ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเล็กหรือใหญ่ นั่นทำให้เขาศึกษาก่อนลงมือทำธุรกิจเป็นอย่างดี เพราะนั่นหมายถึงคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ส่งมอบให้ลูกค้าที่ต้องมีคุณภาพสม่ำเสมอ และตอบโจทย์ความต้องการ ถูกรสนิยมและความชอบของลูกค้าด้วย
ในการทำธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีการแข่งขันดุเดือดมาก ไฮเน็คกี้เองก็ให้ความสำคัญในการวางแผนการโฆษณา การประชาสัมพันธ์รวมทั้งการสร้างแคมเปญและโปรโมชั่นที่โดนใจวางแผนการตลาดที่สอดคล้องกับภาวะตลาดเวลานั้นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมี Great Advertising นั้นถือว่าสำคัญมาก และรวมทั้งการสร้างแบรนด์ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการรีแบรนด์ในร้านอาหารให้ตอบสนองกับลูกค้า

          ในการทำธุรกิจของไฮเน็คกี้นั้นเน้นไปที่การทำงานหนักแต่จะต้องสนุกกับงานนั้นด้วยซึ่งจะเป็นการสร้างแรงผลักดันให้ไปข้างหน้าได้พร้อมกับต้องมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ควรทำธุรกิจโดยการวางเป้าหมายเริ่มเรื่องเล็ก ๆ ก่อนเพื่อให้ธุรกิจอยู่บนฐานที่มั่นคง ถ้าสำเร็จก็ค่อยๆขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละ ขั้นทีละตอน ในการตั้งเป้าหมายควรจะเป็นเป้าหมายที่เป็นฐานรองรับกับวิสัยทัศน์ เพระถ้ามีวิสัยทัศน์โดยปราศจากเป้าหมายรองรับก็จะเป็นวิสัยทัศน์ที่ว่างเปล่า
          แต่การทำธุรกิจบางครั้งคุณก็ต้องเชื่อในสัญชาตญาณของคุณเองเพราะสัญชาตญาณเป็นความเข้าใจโดยการใช้ความรู้สึกในทันทีทันใดโดยปราศจากเหตุผลหรือเป็นความเข้าใจในภาพแรกที่เห็น ในบางครั้ง ผู้ประกอบการอาจตัดสินใจบนพื้นฐานของการเชื่อในความรู้สึกนั้นแล้ว ประสบความสำเร็จกว่าการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หรือวิชาการ เพราะฉะนั้น จงเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง
          เหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มจากเพียงไม้ถูพื้นและถังน้ำกับการรับจ้างทำความสะอาด ใครจะคาดคิดได้ว่าจากจุดเริ่มต้นตรงนั้นทำให้เขาครองครองอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ ความไม่ยอมแพ้ ความมุ่งมั่น การเรียนรู้ตลอดเวลาและเชื่อในสัญชาตญาณของตนเองทำให้ไฮเน็คกี้ก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทยได้อย่างผ่าเผย

ภาพและบทความจาก scbsme.com

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สปา อีกความภูมิใจของไอหมอก

          วันนี้มีต่อบทความที่สอง ที่ไอหมอกอยากนำเสนออย่างภาคภูมิใจ จากลูกตัวน้อยน้อยของไอหมอก ที่เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่า "ลูกของไอหมอกคืออะไร?" วันนี้ไอหมอกจึงขออนุญาตพูดถึงกันสักนิดให้หายอยากนะคะ

          เป็นอยู่แล้วในหลายๆคน ที่อยากจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองได้พยายามให้มันเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่ตัวเราเองได้สร้างขึ้นมาจากสองมือ จากน้ำพักน้ำแรงของเรา หรือที่เราเรียกง่ายๆว่า "เห่อ เห๊อ เห่อ" คริคริ :))

          ธุรกิจสปา หลายๆท่านอาจมองว่า มันเป็นธุรกิจที่ทำง่ายๆ สบายๆ ไม่มีอะไรมากมาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า การที่เราใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ของงานที่เราทำ โดยเฉพาะจุดเล็กๆของสปา ที่มีต่อความรู้สึกของลูกค้านั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ในหลายๆครั้งที่เรามองข้ามไป คิดว่ามันไม่เป็นไรหรอก ช่างมัน นิดเดียวเอง นั่นแหละเป็นบ่อเกิดของปัญหาใหญ่ๆตามมา เนื่องด้วยลูกค้าบางท่านเค้าไม่คิดเหมือนเรา ... โดยตามหลักทั่วไป เมื่อเสียเงินเพื่อซื้อบริการหรือสินค้าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่างคนก็ต้องต่างคาดหวังในสิ่งที่ตัวเองควรจะได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว และแน่นอนว่าหากเราใส่ใจตรงนี้ ลูกค้าพึงพอใจแล้วสิ่งที่เราได้กลับมาทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เรา และเราคาดไม่ถึงทั้งสิ้น

ใครจะเชื่อว่า ธุรกิจน้องใหม่ จากฝีมือผู้บริหารใหม่จะมีกำไรตั้งแต่เดือนแรก อาจไม่มากไม่มายแต่เป็นอะไรที่ภูมิใจที่สุดเลย ว่ามั้ย? (ยิ้มมมม ^^) ขออนุญาตแนะนำสปาน้องใหม่นิดนึงนะคะ


          Masumi Spa (มาสุมิ สปา) คือแรงบันดาลใจของการให้บริการสปาแบบไทย ในบรรยากาศญี่ปุ่น  โดยมีบุคคลสำคัญ 2 ท่านที่เป็นตัวแทนแห่งวัฒนธรรม 2 ประเทศ ได้แก่ คุณเพ็ญวิสาข์ หล้าตานะ (Miss Penwisa Lartana)เป็นตัวแทนวัฒนธรรมไทย นำเอาการนวด และสปาแบบไทยเข้าผสมผสานความสวยงามของญี่ปุ่น โดยได้รับเกียรติจากคุณยูมิโกะ อิจิคาว่า (Miss Yumiko Ichikawa) ซึ่งเป็นตัวแทนนำเสนอความสวยงามของวัฒนธรรมญี่ปุ่น  ชื่อ Masumi  Spa (มาสุมิ สปา) มาจาก Mr.Masumi Ichikawa เป็นชื่อของคุณพ่อของคุณยูมิโกะ ซึ่งท่านต้องการให้ชื่อ Masumi Spa (มาสุมิ สปา)  เป็นตัวแทนความรักของท่านที่มีต่อคุณพ่อซึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  Masumi (มาสุมิ)  ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงผลกำไร ดังนั้น Masumi Spa (มาสุมิ สปา) จึงหมายถึงธุรกิจให้บริการสปา ที่เต็มไปด้วยผลกำไรอย่างที่คาดหวังไว้

          Masumi Spa (มาสุมิ สปา) ให้บริการนวดไทยในบรรยากาศไทยผสมผสานอย่างอ่อนหวานรวมเข้ากับเสน่ห์ของญี่ปุ่น Masumi Spa (มาสุมิ สปา) นำเสนอความเหมือนกันในความต่างอย่างสิ้นเชิงของวัฒนธรรม 2 ประเทศ รวมความคิดออกมาเป็น Masumi Spa (มาสุมิ สปา) ที่ให้บริการอย่างเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร ให้บริการนวดด้วยหมอนวดฝีมือดี ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้บริการสปาด้วยอุปกรณ์และวัสดุที่มีคุณาพ และให้บริการแก่ลูกค้าด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Services Mind ในทุกกระบวนการบริการ

          ลูกค้าของ Masumi Spa (มาสุมิ สปา) ทุกท่านคือบุคคลสำคัญของเรา ที่เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจให้ Masumi Spa (มาสุมิ สปา) ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และพร้อมที่จะพัฒนา การให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่านให้เกิดความพึงพอใจอย่างสูงสุด Masumi Spa (มาสุมิ สปา) เน้นให้บริการด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เหมือนนอนพักผ่อนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ขับกล่อมด้วยเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ผ่อนคลายกับการนวดจากหมอนวดที่มีประสบการณ์ และพักสายตาในบรรยากาศไทย-ญี่ปุ่นผสมผสาน ที่เราคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Masumi Spa  (มาสุมิ สปา)  จะก้าวเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าทุกท่านเสมอ และตลอดไป

          เพื่อนๆชาวไอหมอก อย่าลืมให้การต้อนรับ และสนับสนุนไอหมอกอีกทางหนึ่งนะค สอบถามรายละเอียดสปา โปรโมชั่น จองคิว ได้ที่ 053-213490 Masumi Spa ตั้งอยู่ที่โรงแรมเชียงใหม่ออคิด ติดกับเซนทรัลกาดสวนแก้ว จ.เชียงใหม่นะคะ 

ธุรกิจ หรือ ลูกตัวน้อยน้อย

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆชาวไอหมอก
          คิดถึงกันบ้างมั้ยคะ ที่ไอหมอกห่างหายไปนานหลายเดือนเลย เนื่องด้วยไอหมอกวุ่นอยู่กับการเปิดตัวธุรกิจใหม่ เลยทำให้ไม่มีเวลาเขียนบทความกันไปนานเลย วันนี้ไอหมอกกลับมาแล้ว ถ้าคิดถึงกันก็ Say Hello กันได้นะคะ คิดถึงจัง :)


          ระยะเวลาหลายๆเดือนที่ไอหมอกได้วุ่นอยู่กับการทำงาน ทำให้เห็นว่า "งาน ไม่ต่างจากลูกตัวน้อยๆ" มันคืออะไร???? ทำไมถึงเรียกว่า ลูกตัวน้อยๆ วันนี้เข้าใจความหมายได้อย่างดีทีเดียว เมื่อไอหมอกได้มาจับธุรกิจส่วนตัวอย่างเต็มตัวครั้งแรก! จากคำว่างานคือลูกตัวน้อยๆ ไม่ได้หมายถึง ต้องตามใจ แต่เป็นการที่เราต้องใส่ใจ ประคบประหงม คอยดูแล ชี้ทางให้เค้าเดินไปทางที่ถูกต้อง จนกว่าเค้าจะเริ่มเดินเองได้ .... แต่ คำว่าธุรกิจ ไม่มีคำว่า ปล่อยให้เค้าเดินเอง ไม่ว่าจะผ่านไประยะเวลานานเท่าไหร่ก็ตาม เราก็ต้องดูแลเค้าไปตลอด แต่สอนให้เค้าเข้มแข็ง สามารถมีภูมิคุ้มกันจากสิ่งต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม เหมือนที่พ่อกับแม่ของเราเคยพูดอยู่เสมอว่า "ลูกยังไงก็คือลูก ไม่ว่าลูกจะเติบโตไปมากแค่ไหน ลูกก็ยังเด็กในสายตาพ่อแม่ ที่พ่อแม่ต้องดูแล" เป็นอย่างงั้นจริงๆค่ะ

          วันนี้เมื่อความตั้งใจ ความใส่ใจ ความรัก ความหลงไหลได้รวมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเราเรียกว่า ความภาคภูมิใจ .. สิ่งหนึ่งที่เราพยายาม ดูแลลูกตัวน้อยๆของเราให้เค้ามีแต่รอยยิ้ม บางทีเค้าอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำไปบ้าง ดื้อไปบ้าง งอแงไปบ้าง เพียงแค่เรามีสติ แก้ปัญหาอย่างรอบคอบ ไม่ใช้อารม เค้าก็จะกลับมาอยู่ในโอวาสตามเดิม

          วันนี้ไอหมอกเพียงแค่จะสื่อว่า ทุกางทุกอย่างที่เราทำด้วยความรัก ความเข้าใจใส่ ทุกอย่างที่ออกมานั้น ล้วนเกินความคาดหวังของเราแทบทั้งสิ้น วันนี้หากเพื่อนๆท่านไหนที่กำลังท้ออยู่นั้น อย่าลืมปล่อยวาง แล้วพยามยามต่อหลังจากนั้นไอหมอกเชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ :))

ขอบคุณรูปภาพจาก dek-d.com