วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 6


       จากการนำเสนอตอนที่ 5 ไปแล้ว ไอหมอกก็เริ่มอดใจไม่ไหว ขอนำเสนอตอนที่ 6 ต่อเลยนะคะ แบบว่าตามประสาวัยรุ่นใจร้อน และค่อนข้างชื่นชอบวิธีการบริหารงานของท่านกัปตัน D.Michael Abrashoff  มากไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่สิ่งที่ไอหมอกคิดอยู่เสมอว่า การที่ผู้นำจะนั่งในใจลูกน้องได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเข้าใจความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เชื่อว่าหลายๆท่านคงเห็นไม่ต่างกับไอหมอกว่า ความสุขที่แท้จริง คือการกลับสู่ความเป็นธรรมชาติที่เราเคยได้รับมา ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการดำเนินชีวิต เกิดจากความสุขที่มีมูลค่าทางการเงินที่ต่ำที่สุด อืมมม ประเด็นนี้ไม่รู้ว่าเข้ามาเกี่ยวกับตอนที่ 6 ยังไง แต่ไม่เป็นไรมันเป็นแค่ความคิดเห็นที่อยากสื่อสารไปเท่านั้นค่ะ แหะๆ ^^ เอาเป็นว่า ไปศึกษาหลักการข้อต่อไปกันเลยดีกว่าค่ะ ก่อนที่ไอหมอกจะพาทุกท่านออกนอกเรื่องไปมากกว่านี้ :))


** กัปตันที่ดีมอบหมายความรับผิดชอบ แทนที่จะเป็นคำสั่ง **

       บริษัททั่วๆไป จะมุ่งกับเรื่องที่พนักงานลาออก และในเรือก็เช่นกัน นอกเหนือจากสาเหตุอื่นๆ แล้วจะมีการโยกย้ายลูกเรือประมาณ 35% ทุกๆปี ซึ่งแปลว่าผมต้องเป็นผู้ชำนาญการในการสร้างลูกเรือขึ้นมาทดแทนหลังจากที่ผมจัดการกับเรื่องอาหารในเรือแล้ว สิ่งที่ผมให้ความสำคัญต่อไปก็คือ การพัฒนา การฝึกฝนลูกเรือ พวกเขาถูกสถานการณ์บังคับให้ตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายอยู่บ่อยๆ

       นอกจากฝึกฝนคนใหม่ๆแล้ว ผมยังต้องเตรียมลูกเรือที่มีอาวุโสกว่าให้เป็นผู้นำด้วย ถ้าหากคุณเคยชินอยู่กับการออกคำสั่ง คุณก็จะได้แต่ผู้ที่เคยชินกับการรับคำสั่ง เราอยากได้คนที่ตัดสินใจได้ดี ไม่ใช่แค่ทำตามคู่มือลูกเดียว ซึ่งแปลว่าเราต้องเปิดโอกาสให้คนได้เรียนรู้ เราเอาเวลาที่เราประหยัดได้จากการเลิกทำสิ่งที่ไม่มีความสำคัญ เช่น การขัดสนิมเรือ การทาสี การทำความสะอาด มาใช้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในศูนย์บัญชาการรบ และฝึกอบรมระบบคอมพิวเตอร์ของเรา

       และเรามุ่งเน้นกับการพัฒนาผลงานมากกว่ารูปแบบ เราจึงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในทุกสถานการณ์ เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น เราจะไม่เป็นห่วงจนเกินไปว่ามันจะทำให้เราเสียหน้า ผมไม่ห่วงในเรื่องการเลื่อนขั้น ผมจึงสามารถปล่อยให้ลูกเรือใช้เวลาในการเรียนรู้การแก้ไขปัญหาได้โดยไม่สนใจว่าจะมีนายพลบางคนมาเจอปัญหาที่มีเข้าหรือไม่

SPAWAR team ensures USS Benfold Networks are fine-tuned and operational

       ผลของสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ เรามีทีมลูกเรือที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด และพวกเขาถูกเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วเป็น 2 เท่าของสถิติมาตรฐานของกองทัพเรือ ผมเลื่อนขั้นลูกเรือไปถึง 86 คน ทำให้ลูกเรือหนึ่งในสามของเรือผมเจอกับการเปลี่ยนแปลง และความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมากมาย


ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 5


       ภาวะผู้นำแบบติดดินตอนที่ 5 นี้ ไอหมอกมีหลักการในการบริหารงานของ ผู้บัญชาการเรือ Benfold  คนเก่งมาแบ่งปันกันต่อ เพื่อให้ทุกท่านทราบว่า จริงๆแล้วหลักการเหล่านี้เราต่างรู้กันดีว่า เป็นหลักการบริหารที่ง่ายๆ และมักจะได้พบเจอกันบ่อย แต่บางทีเราอาจจะไม่ได้ Focus เท่าที่ควร วันนี้เรามาฟังแนวคิดของ D.Michael Abrashoff  ในเรื่องวินัยกันดีกว่าค่ะ บางทีข้อนี้เราอาจจะปรับมาใช้ในการทำงานได้เลยทันทีก็เป็นไปได้นะคะ


** มีระเบียบวินับแบบง่ายๆ **

       ในหน่วยงานทั่วๆไป เราใช้เวลาและความพยายามมากมายในการสนับสนุนหัวหน้างานระดับสูง ลูกเรือของผมรู้ว่าผมไม่ต้องการมันมากนัก มันสำคัญที่ลูกเรือมากกว่าผมเอง การสัมภาษณ์ตอนเริ่มแรกเป็นเครื่องกำหนดทิศทางได้เป็นอย่างดีภายใต้การบังคับบัญชาของผม ผลงานที่ดีคือเจ้านายตัวจริง นั่นหมายความว่าลูกเรือของผมจะพูดความจริงกับผมแทนที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาคิดว่าผมอยากฟัง พวกเขาจะไม่รอจนถึงการตรวจสอบปกติหรือรอคำสั่งให้ทำโน่นนี่ตามสายงานการบังคับบัญชา พวกเขาจะทำมันเลย

       จ่า Jason Michal ซึ่งเป็นหัวหน้าช่างในเรือของผมได้เตรียมตัวสำหรับการตรวจสอบทางวิศวกรรมเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก แต่ผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเตรียมตัว จนกระทั่งเขาเชิญผมไปร่วมตรวจสอบงานของเขา ผมตกตะลึงกับสิ่งที่ผมเห็น เขาได้ดัดแปลงการทำงานไปร่วม 40 อย่างโดยใช้เวลาเป็นเดือนๆ กับการทำงานนี้ แน่นอนว่าผลของการตรวจสอบออกมายอดเยี่ยม เมื่อคนที่ทำงานรู้ว่าเขาเป็นคนกำหนดงาน ไม่ใช่คู่มือหรือนโยบาย คุณจะพบว่านวัตกรรมมีอยู่ได้ทุกหนทุกแห่งเลยทีเดียว


       หน้าที่อย่างหนึ่งของเราในสงครามอ่าวเปอร์เซียคือการไปตรวจตราเรือทุกลำเพื่อหาพวกที่แอบซุกซ่อนของต้องห้ามต่างๆ การตรวจตรานี้เป็นเรื่องที่จุกจิกมาก มีรายงานที่ต้องกรอกถึง 4 หน้ากระดาษ ลูกเรือของผมคนหนึ่งสร้างฐานข้อมูลของเรือพวกนี้ไว้ล่วงหน้า ปมให้ฐานข้อมูลนี้กับกัปตันเรืออีกคน เขาอวดมันกับนายพลผู้หนึ่ง ตอนนี้ข้อมูลที่ว่าถูกบรรจุไว้ในปฏิบัติการมาตรฐานสำหรับกองเรือของเรา

       ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเราละเลยระเบียบวินัยบนเรือ ลูกเรือยังวันทยหัตถ์เวลาที่ผมเดินตรวจตราบนเรือ เขาเคารพต่อตำแหน่งของผม แต่เขารู้ว่าผมไม่สนใจกับเรื่องพวกนี้  ผมชอบของจริง และของจริงคือความพร้อมต่อยุทธนาวี ของจริงคือคนที่รู้สึกดีกับงานที่เขาทำ ของจริงคือการที่เรานับถือและให้เกียรติคนของเรา เราสร้างความก้าวหน้าและประหยัดเงินได้มากมายจากการที่เรามุ่งเน้นความสำคัญไปที่ของจริง แทนที่จะเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยไร้สาระ

ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 4


       จากที่เมื่อวาน เราได้พูดถึงหลักในการเป็นภาวะผู้นำแบบติดดินข้อแรก ได้แก่  "อย่าสักแต่ออกคำสั่ง ให้มองถึงวัตถุประสงค์ด้วย" จาก ผู้บังคับการเรือ D.Michael Abrashoff ไปเรียบร้อยแล้ว ณ ตอนนี้ไอหมอกก็นำหลักข้อที่ 2 มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันต่อกับหัวข้อ "ผู้นำฟังโดยไม่มีอคติ" หวังว่าทุกท่านคงได้ความรู้เพิ่มเติม ไม่มากก็น้อยนะคะ ^^


**ผู้นำฟังโดยไม่มีอคติ**

       คนทั่วไปอยู่ในลักษณะของ “ผู้ส่งต่อ” หมายความว่าเขาไม่ค่อย “รับรู้” มากนัก น่าอัศจรรย์มากเมื่อคุณเริ่มฟังพวกเขา เมื่อผมเริ่มงานเป็นผู้บัญชาการเรือ Benfold ผมมีปัญหาเรื่องหารจำชื่อลูกเรือ ผมตัดสินใจคุยกัลป์ลูกเรือ 5 คนทุกๆวันร่วมกับต้นเรือ Bob Scheeler ซึ่งเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในเรือ Benfold และผมจะถามคำถามง่ายๆ 3 ข้อคือ คุณชอบอะไรมากที่สุด? คุณไม่ชอบอะไรมากที่สุด? คุณอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? ลูกเรือส่วนมากไม่เคยเข้ามาในห้องของกัปตันมาก่อน แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าผมจริงใจ พวกเขาก็เริ่มให้ข้อเสนอแนะที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเรือ และยังทำให้เรามีความพร้อมเพรียงต่อยุทธนาวีมากขึ้นด้วย

       จากการคุยกับลูกเรือนี้เอง ผมสร้างรายการรวบรวมงานที่เราทำกันบนเรือ และแบ่งมันเป็นงานที่ไม่สร้างประโยชน์กับงานที่สำคัญต่อพันธกิจ ผมจัดการกับสิ่งที่ทำลายขวัญและกำลังใจที่สุดก่อน เช่น การขัดสนิมและการทาสี อันที่จริงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับกลาสีทุกคน ทุกๆ 2-3 เดือนลูกเรือหนุ่มสาวของผมจะใช้เวลาทั้งวันทุกๆวันขัดสนิม และทาสีเรือใหม่ นี่เป็นงานที่สิ้นเปลืองเวลามาก และพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ผมอยากจะเข้าถึงให้มากที่สุด เมื่อเราศึกษาดูอย่างละเอียดก็พบว่า ชิ้นส่วนมากมายบนดาดฟ้าเรือทำมาจากเหล็กธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่ามันก็จะขึ้นสนิม ผมจึงเปลี่ยนมันเป็นแสตนเลส นอกจากนี้ผมยังพบว่ามีบริษัทที่รับอบสีและพ่นสีส่วนต่างๆ ซึ่งช่วยให้มันไม่ค่อยเป็นสนิมได้ เขาคิดราคาผมแค่ $25,000 และมันจะใช้ได้ต่อไปอีกถึง 30 ปี ลูกเรือผมไม่ต้องจับแปลงทาสีอีกเลยหลังจากนั้น เขามีเวลาเตรียมงานของเขามากขึ้น และผลที่ได้ก็คือ คะแนนความพร้อมรบของเราสูงขึ้นอย่างเหลือเชื่อ


       ผมทำมากกว่าแค่จำชื่อลูกเรือ ผมรู้ว่าพวกเขามากจากไหน ผมรู้เรื่องครอบครัวของพวกเขาบ้าง ผมรู้ว่าเขาอยากได้อะไรในชีวิต หลายคนบอกกับผมว่าอยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ไปสอบ SAT ผมจึงให้เขาลงชื่อว่าใครอยากสอบบ้าง ลูกเรือ 45 คนแจ้งความประสงค์ ผมจึงประสานงานให้ผู้คุมสอบมาจัดการสอบบนเรือให้กับลูกเรือของผม มันเป็นเรื่องไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แต่ได้ขวัญและกำลังใจอย่างมหาศาล

       จากข้อนี้ ทุกท่านคงจะเห็นด้วยกับไอหมอกอยู่ประเด็นหนึ่งที่ว่า "หากครั้งใดที่ผู้นำฟังโดยมีกำแพงกั้น ครั้งนั้นคุณก็จะไม่ได้รับฟังเรื่องที่เป็นความจริง" หากเราฟังแบบมีอคติ อย่างไรเสีย คุณก็ต้องการได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูก สิ่งที่ตนเองคิดว่ามันควรเป็นอย่างนั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความจริงเอาซะเลย วันนี้ท่านผู้นำทุกท่าน เข้าถึงหัวจิตหัวใจของลูกน้องคนสนิทของท่านแล้วหรือยังคะ? :))

ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 3


       ล่าสุดเมื่อกล่าวถึงแนวคิดของผู้นำอย่าง ผู้บังคับการเรือ D.Michael Abrashoff ไปแล้ว วันนี้เรามาดูกันว่า ประเด็นหลักที่สำคัญ 6 ประการที่เค้าใช้ในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ


       Abrashoff เล่าให้ fast Company ฟังถึงหลัก 6 ประการที่เขาใช้ในการทำเรือ Benfold เป็นตัวอย่างของภาวะผู้นำแบบติดดินของเขา ดังนี้

**อย่าสักแต่ออกคำสั่ง ให้มองถึงวัตถุประสงค์ด้วย**

       Benfold เป็นเรือรบ ผลงานของเราวัดกันที่ความพร้อมในการทำยุทธนาวี ไม่ใช่เรื่องของอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการฝึกฝนและการจัดการด้วย กองทัพคือองค์กรของคนหนุ่มสาว หลายๆคนเข้ามาเป็นทหารเพื่อหนีจากปัญหาทางบ้าน บางคนก็เคยติดยามาก่อน บางคนก็เคยเป็นหัวขโมย ถึงแม้คนพวกนี้จะรู้ว่าสิ่งใดที่พวกเขาไม่ต้องการ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่ต้องการคืออะไร เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้พวกเขาอุทิศตัวเองอย่างเต็มที่ในภารกิจที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายมิได้ทำกันได้แค่จากการฝึกฝนและระเบียบวินัย แต่มันอยู่ที่การรู้จักและเข้าใจพื้นฐานของพวกเขา และการเชื่อมโยงความรู้และเป้าประสงค์เข้าด้วยกัน

ภายใน 2 วันหลังจากมีลูกเรือใหม่เข้ามาประจำการ ผมจะคุยกับพวกเขาสองต่อสองเพื่อพยายามทำความรู้จักพวกเขาให้มากที่สุด ทำไมเขาถึงมาเป็นทหารเรือ? ครอบครัวของเขาเป็นอย่างไร? เขามีเป้าหมายอะไรในการมาเป็นทหารเรือ? เขาต้องการอะไรหลังจากนี้? ผมจะช่วยเขาไปสู่อนาคตที่เขาต้องการได้อย่างไร? สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผมถือว่านี่เป็นหน้าที่ของผมในการปรับปรุงสังคมเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยคน 300 คนในเรือของผม ซึ่งสำคัญพอๆกับการทำให้เรือของผม มีความพร้อมเพรียงในการเข้าปฏิบัติการอยู่เสมอ


       สิ่งที่ผู้บังคับการเรือ D.Michael Abrashoff ได้ทำนั่นคือ ความเข้าใจในตัวตนของลูกน้องแต่ละคนอย่างถ่องแท้ ใส่ใจในรายละเอียดส่วนลึกของแต่ละบุคคล และเข้าถึงภาวะจิตใจที่แท้จริงของลูกน้องว่า แท้ที่จริงแล้ว ลูกเรือของเขาต้องการสิ่งไหนเข้ามาเติมเต็มในชีวิต และส่วนไหนที่เค้าจะสามารถเติมเต็มให้ลูกเรือของเค้าได้ เค้าจะลงมือทำทันที โดยไม่ต้องคิดว่าคุ้มหรือไม่ที่ตัดสินใจทำไปแบบนั้น นั่นคือหลักประการแรก ที่ทำให้เค้าครองใจลูกน้องทุกคนอย่างดีเยี่ยม

ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 2


       หลังจากที่ไอหมอก ได้แบ่งปันเรื่อง "ภาวะผู้นำแบบติดดิน ตอนที่ 1" ไปเรียบแล้วแล้ว ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากผู้อ่านค่อนข้างดีเลยทีเดียว วันนี้ไอหมอกก็เลยไม่พลาดที่จะนำเอาแนวคิดของ  กัปตัน D.Michael Abrashoff มานำเสนอให้กับทุกท่านได้อ่านกันอย่างต่อเนื่องกับแนวคิดดีดีกันแบบนี้ เรามาดูกันว่า ทำไม?  กัปตัน D.Michael Abrashoff ถึงได้เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของลูกน้องทุกคนกันค่ะ


       แนวคิดประการที่สองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคือ ยิ่งคนมีความสุขกับกระบวนการทำงานเท่าไหร่ ผลงานก็จะดีขึ้นเท่านั้น การใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลตลอด 35 วันในอ่าวเปอร์เซียไม่ใช่สิ่งน่ารื่นรมย์เลย แต่ Abrashoff ใช้พันธกิจของพวกเขานำทาง และมีความสนุกสนานกับการทำงาน ในเดือนตุลาคม ปี 1997 มีการประกวดการแกะสลักฟักทองในกองเรือ โดยมีเรือ Benfold เป็นเจ้าภาพ ในระหว่างการเติมน้ำมันในทะเล ลูกเรือ Benfold จะฉายมิวสิควิดีโอที่ด้านข้างเรือของพวกเขาในช่วงคริสมาสต์ที่มีการแสดงร้องเพลงเลียนแบบเอลวิสโดยลูกเรือคนหนึ่ง

       Abrashoff เรียนรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากระเบียบปฏิบัติในช่วงที่เขาทำงานเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมให้กับ William Perry ในปี 1994 เขาช่วย Perry ตรวจสอบโครงการปรับปรุงการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหม เขานำสิ่งที่เขาเรียนมาใช้ในเรือของเขา เรือ Benfold ซื้ออาหารที่ใช้ในเรือได้ถูกกว่าอาหารที่เขาอาจซื้อได้จากกองทัพเรือ ด้วยเงินที่เขาสามารถประหยัดได้ เขาส่งลูกเรือ 5 คนไปเข้าเรียนการทำอาหาร และทำให้เรือ Benfold เป็นที่ที่มีแต่คนอยากมากินข้าวบนเรือมากที่สุดในอ่าว

       การนำของ Abrashoff ก่อให้เกิดผลดีทั้งในเรื่องการเงินและงาน ในปีงบประมาณ 1998 เรือ Benfold คืนงบประมาณ $600,000 จากงบบำรุงรักษามาทั้งหมด $2.4 ล้าน และคืนอีก $800,000 จากงบซ่อมแซม $3 ล้าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากคนของเขาต้องการทำงานให้ดี มิใช่ต้องการจะประหยัด ปีงบประมาณของเรือ Benfold ถูกตัดลงทันที $600,000 แต่ Abrashoff ก็ยังสามารถคืนกลับไปให้กองทัพเรือได้อีก 10%


       ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เรือ Benfold ก็สร้างผลงานที่ดีเยี่ยม เรือของเขาได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ในเรื่องของการลดความผิดพลาดของเครื่องมือ และเรื่องของการใช้เรือ ลูกเรือของเขาผ่านการฝึกก่อนออกปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน โดยทั่วไปการฝึกนี้กินเวลา 22 วันที่ท่าเรือ และ 30 วันในทะเล ลูกเรือ Benfold ใช้เวลา 5 วันในท่า และ 14 วันในทะเลเท่านั้น ทำให้พวกเขามีเวลาพักผ่อนบนฝั่งมากขึ้น

       ผลงานโดดเด่นอีกประการคือ การรักษาลูกเรือเอาไว้ เรือ Benfold มีผลงานดีเหลือเชื่อ โดยเฉลี่ยแล้วลูกเรือเพียงแค่ 54% เท่านั้นที่ยังอยู่กับเรือหลังจากออกทะเลไป 2 ครั้ง แต่ลูกเรือของ Benfold ทั้ง 100% ต้องการอยู่ต่อ ถ้าคิดคร่าวๆ ว่าค่าใช้จ่ายในการคัดสรรและฝึกฝนมีต้นทุนประมาณ $100,000 ต่อทหารเรือ 1 คน นั่นหมายความว่า Abrashoff ประหยัดเงินให้กองทัพเรือได้ถึง $1.6 ล้านโดยประมาณในปี 1998

       สิ่งที่สำคัญที่สุดในความสำเร็จของ Abrashoff น่าจะเป็นความร่วมมือกันอย่างยอดเยี่ยมภายในเรือ Benfold ลูกเรือไม่ว่าเก่าหรือใหม่ต่างชื่นชมในบรรยากาศของความมีระเบียบแบบสบายๆ บนเรือ รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์และความภาคภูมิใจในผลงาน

ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาวะผู้นำแบบติดดิน 1

       วันนี้ไอหมอกได้ไปอ่านเจอบทความอยู่บทความหนึ่ง เกี่ยวกับเทคนิคในการบริหารงาน และการวางรากฐานแนวคิดของบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งขึ้นเชื่อว่ามีความสามารถในการครองใจลูกน้องได้อย่างดีเยี่ยม อย่าง กัปตัน D.Michael Abrashoff   ซึ่งถ้าพูดถึง ผู้บัญชาการทหารเรือ หลายๆท่านคงนึกเป็นแนวทางเดียวกันว่า ต้องเป็นนายทหารเรือที่เข้มงวดเอาเรื่อง แต่ความจริงแล้วเป็นบุคคลคนที่จะทำให้หลายๆท่าน ทึ่งกับความเป็นกันเอง และใบหน้าที่ยิ้มแย้มไปด้วยความสุขของเขานั้นเอง

       จากเนื้อหาดังกล่าว เป็นบทความที่ค่อนข้างยาว ไอหมอกจะแบ่งเป็นตอนๆ ให้เพื่อนๆได้ติดตามกันนะคะ ขออกตัวก่อนเลยว่า ทุกประโยคที่นำมาแบ่งปัน ไม่ได้ผ่านการดัดแปลงเนื้อหา หรือประโยคใดๆทั้งสิ้นค่ะ เมื่อจนบทความดีดีก็อยากแบ่งปัน ไปดูกันค่ะว่า "ภาวะผู้นำแบบติดดิน" คืออะไร ยังไง และสามารถนำมาปรับใช้ได้ยังไงกับเรื่องธุรกิจ เรามาเริ่มที่ตอนแรกกันกับ แนวคิดประการแรกของการเปลี่ยนแปลงจาก กัปตัน D.Michael Abrashoff  กันเลยค่ะ


       คุณจะต้องทึ่งกับภาพที่คุณเห็นบนดาดฟ้าของเรือหลวง Benfold มูลค่าหนึ่งพันล้านเหรียญลำนี้ ซึ่งเป็นเรือที่ทันสมัย และมีอานุภาพในการประจัญบานสูงสุด มันหนักถึง 8,300 ตัน และมีระบบการยิงที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ มีระบบเรดาห์และจรวดนำวิ๔ที่มันสมัยที่สุด และมีลูกเรือประมาณ 300 คน ในปี 1997 หลังจากที่เข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐประมาณได้ปีกว่าๆ มันเป็นเรือที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในสงครามอิรัก เมื่อมันเดินหน้าเต็มฝีจักร เรือจะสร้างคลื่นสูงเทียบเท่ากับตึก 3 ชั้นเลยทีเดียว

       สิ่งที่คุณคงไม่คิดว่าจะเจอบนเรือลำนี้คือ ภาวะผู้นำที่ทันสมัยพอๆ กับที่คุณจะพบได้ในโลกธุรกิจ มันคือภาวะการนำภายใต้กัปตัน D.Michael Abrashoff   ผู้ซึ่งเคยได้รับเหรียญกล้าหาญมากมาย และเคยได้รับตำแหน่งสูงใน Washington DC. เขาทำเรือหลวง Benfold เป็นเรือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกองทัพเรือ คุณคงจะคิดว่า Abrashoff เป็นนายทหารเรือที่เข้มงวดเอาเรื่อง แต่ความจริงแล้วคุณจะพบแต่รอยยิ้มเรียบง่ายบนใบหน้าของเขา

       เบื้องหลังความเป็นกันเองคือ ลักษณะการนำในรูปแบบของเขาเอง ภายในห้องรับรอง Abrashoff ในวัย 38 พักเท้าวางพาดกับโต๊ะ จิบโซดาและบอกว่า “ผมแบ่งคนเป็น 21 พวกใหญ่ๆ คือ พวกที่เลื่อมใสและพวกที่ต่อต้าน พวกต่อต้านที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่เข้าใจหรอกว่า นวัตกรรมใหม่ๆ บวกกับการปลดปล่อยศักยภาพในตัวคนรวมกันแล้ว ได้ผลงานที่น่าอัศจรรย์ใจ”

       Abrashoff ไม่สนใจว่าพวกที่ต่อต้านมีทั้งคนที่ยศสูงกว่าและเพื่อนร่วมงานของเขา “ผมโชคดี ผมแค่อยากเป็นกัปตันเรือ ผมไม่สนใจว่าผมจะได้รับการเลื่อนขั้นอีกหรือไม่ ความคิดแบบนี้ช่วยให้ผมทำสิ่งที่ดีดีให้กับคนของผม แทนที่จะทำสิ่งต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าของผม การทำแบบนี้ทำให้ผมมีโอกาสสร้างเรือที่ดีที่สุดในกองทัพเรือ และได้รับการประเมินผลงานดีที่สึดเท่าที่เคยได้รับมา ผมคงจะถูกเลื่อนขั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ” 20 เดือนหลังการรับตำแหน่งผู้บัญชาการเรือหลวง Benfold ในที่สุด Abrashoff ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่บัญชาการที่ศูนย์ควบคุมยุทธการอวกาศและยุทธนาวี

       Abrashoff คิดอยู่ตลอดเวลาว่าพันธกิจของเขาคือการเปลี่ยนแปลงระบบอาวุโสที่มีมากกว่า 200 ปี เป้าหมายของเขาคือมุ่งเน้นที่วัตถุประสงค์ ไม่ใช่มุ่งเน้นว่าใครมียศสูงกว่าใคร เมื่อคุณเปลี่ยนหลักการทำงานจากการเชื่อฟังมาเป็นการสร้างผลงาน เจ้านายก็เปลี่ยนจากผู้ที่มีแถบมากที่สุดบนบ่ามาเป็นกะลาสีเรือที่เป็นผู้ทำงานจริงๆ ไม่ได้มีอะไรที่พิสดารตรงนี้ ในองค์กรทั่วๆไป ความคิดดีดีมาจากบรรดาเจ้านาย แต่เขาเชื่อว่าคนทำงานในเรือของเขาเป็นผู้ที่ฉลาด ดังนั้นเขาจึงควรรับฟังคนเหล่านี้อย่างจริงใจ และเก็บความคิดดีดีทุกอย่างเกี่ยวกับการาทำงานให้ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดฐานะกัปตันเรือก็คือ การมองดูเรือของเขาผ่านสายตอของลูกเรือของเขาเอง

       มุมมองดังกล่าวนี้ช่วยให้ Abrashoff มองเห็นจุดสำคัญ 2 ประการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ข้อแรก มีวิธีการที่จะทำงานให้ดีขึ้นเสมอ ภายใน 2-3 เดือนแรก Abrashoff พิจารณากระบวนการทำงานในเรือและประเมินว่ามันช่วยให้เรือของเขามีความพร้อมมากขึ้นอย่างไร เขาจะถามลูกเรือที่ทำงานกับกระบวนการทำงานต่างๆ เสมอว่ามีวิธีทีจะทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ และโดยทั่วๆไปแล้วมันก็มีจริงๆ

ขอบคุณความรู้และแนวคิดที่ดีจาก .. PacRim Group และเครือธนาคารทหารไทย

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

ป๊อปคอร์นไทยใหญ่

       ชั่วโมงนี้ กระแสของผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่าง "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" เริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้นในบรรดานักชิม นักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้เขียนอธิบายถึง "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" ยิ่งทำให้หลายๆท่าน คงรู้สึกสะดุดในชื่อที่แปลกไม่เหมือนใคร ทำไมต้องเป็น "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" ผลิตภัณฑ์ตัวนี้คืออะไร? ซึ่งไอหมอกก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิคะ ว่าผู้ผลิต "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" เค้าได้แนวคิดมาจากอะไรกัน เพื่อนๆสงสัยกันบ้างมั้ยคะ??


       "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" ผลิตและจัดจำหน่ายโดย หจก.ภาสว่าง นำโดยคุณเทอดศักดิ์ ปิติวุฒิ กล่าวว่า ไอเดียในการทำ "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" มาจากการที่ญาติผู้ใหญ่ท่านนำเอาข้าวโพดข้าวเหนียวดำ (ข้าวสาลี) มาทอดผสมเกลือให้หลานๆได้กิน ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างชื่นชอบรสชาตินี้ จึงอยากมีโอกาสให้หลายๆท่านได้ทดลองชิมขนมที่มาจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเรา และต้องการที่จะสืบสานความเป็นเอกลักษณ์ส่วนนี้ไปให้นานเท่านาน สำหรับชื่อ "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" เกิดจากการทอดข้าวโพดข้าวเหนียวดำ (ข้าวสาลี) ออกมาในรูปแบบที่บานออกมาเป็นเหมือนป๊อปคอร์น (Pop Corn) และให้ชื่อว่า "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" เพื่อเป็นเครดิตให้ผู้เฒ่าไทยใหญ่ซึ่งเป็นผู้คิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา

       "ป๊อปคอร์นไทยใหญ่" เป็นขนมขบเคี้ยวที่มีประโยชน์ ซึ่งในข้าวโพดข้าวเหนียวดำ (ข้าวสาลี) ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์ ออกซิเจน ช่วยฟอกเลือด สร้างเม็ดเลือด  ช่วยระบบหมุนเวียนโลหิต มีแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้อัตราการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายลดลงทำให้แก่ช้ากว่าวัย มีสารช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ช่วยให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค ช่วยสมานแผลและเสริมสร้างการทำงานของสมอง เหมาะสำหรับทุกวัย  อีกทั้งเป็นการนำเสนอของดีประจำท้องถิ่นอีกด้วย

บทความโดย .. คุณเพ็ญวิสาข์ หล้าตานะ