วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ข้าวโพดบาน ข้าวโพดตูม

       ถ้าพูดถึงป็อปคอร์นไทยใหญ่ หลายคนๆคน อ๋อออ กันถ้วนหน้า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นขนมขบเคี้ยวและของฝากสุด HIP กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากแบรนด์ "คั่วกรอบ" ที่ใครๆหลายคนก็รู้จัก และจากกระแสความน่าสนใจของตัวสินค้าป๊อปคอร์นไทยใหญ่ ทำให้ไอหมอกซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้บริโภคที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ และสนับสนุนสินค้า Otop เกรดพรีเมี่ยมที่น่าสนใจแบบนี้ ก็เข้าร่วมกระบวนการชิมกับเค้าเหมือนกัน หากเพื่อนๆได้ลองชิมป็อปคอร์นไทยใหญ่ ก็จะรู้ว่าความเค็มๆมันๆ เป็นอะไรที่ไม่น่าเบื่อต่อไป เนื่องจากทำให้เราเคี้ยวเพลินไปเรื่อยๆ เวลาอยู่ในวงสนทนากับเพื่อน ตามประสาผู้หญิงแหละค่ะ กินไปด้วย เม้าท์ไปด้วย ไม่มีอะไรที่มีความสุขมากกว่านี้อีกแล้ว อิอิ

       ในขณะที่เรากิน เราก็จะเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ได้สังเกตว่า ป็อปคอร์นไทยใหญ่มีอยู่ 2 รูปแบบอยู่ในซอง นั่นคือ เมล็ดข้าวโพดที่บาน อย่างที่เรารู้จักกันในนามของ "ป๊อปคอร์น" และแบบเป็นเมล็ดตูมๆ ไม่ได้แตกจนบาน ซึ่งแน่นอนความชอบของแต่ละคนแตกต่างกันไป เพื่อนๆในวงเม้าท์ของไอหมอกหลายๆคนชอบเมล็ดที่มันบานๆ แต่ทำไมไม่รู้ไอหมอกดันชอบเมล็ดตูมๆ รู้สึกกันแล้วเคี้ยวกรุบกรับมันอร่อยดี รู้สึกเหมือนกินเมล็ดถั่วลันเตาอบกรอบ (ฟิวเหมือนกันขนมถุงเดียว ได้ทั้งข้าวโพด และถั่วลันเตา) อันนี้ถือว่าไอหมอกได้กำไรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 555+

       พอพูดถึงความบานของข้าวโพดแต่ละเม็ด ไอหมอกก็ชักสงสัยว่า ทำไม?? ข้าวโพดเหมือนกัน เก็บเกี่ยวพร้อมกัน หรือแม้กระทั่งมาจากฝักเดียวกัน พอถูกคั่วแล้วทำไมถึงบานไม่เท่ากัน เพื่อนๆคิดเหมือนไอหมอกมั้ยคะ อั้นแน่! เมื่อไอหมอกอยากรู้แบบนี้ จะอยู่นิ่งๆหร๊อะ โนวว ค่ะ เราก็ต้องศึกษา ไอหมอกเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เจอข้อมูลดังนี้


       "เมล็ดข้าวโพดกลายมาเป็นข้าวโพดคั่วได้อย่างไรนั้นเหตุผลก็คือ ในเมล็ดที่ใช้สำหรับทำข้าวโพดคั่วนั้นจะมีความชื้นระดับหนึ่งอยู่ภายในส่วนที่เป็นแป้งนุ่มที่เป็นส่วนสะสมอาหารของเมล็ด (endosperm) ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็งภายนอก และเมื่อได้รับความร้อนในระดับจุดเดือดแล้ว เจ้าความชื้นหรือน้ำที่อยู่ภายในก็จะขยายตัวจนเกิดแรงดันจากภายในทำให้ส่วนที่เป็นเปลือกแข็งระเบิดเสียงดังอยู่ภายในภาชนะ จากนั้น ความชื้นภายในเมล็ดก็จะออกมาและระเหยไปอย่างรวดเร็ว ส่วนแรงระเบิดก็จะทำให้ไส้ในของเมล็ดข้าวโพดกลับออกมาอยู่ด้านนอกแทนและการขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ส่วนสะสมอาหารของเมล็ด (endosperm) แปรสภาพเป็นเหมือนกับโฟมนิ่มที่มีอากาศอยู่ภายใน จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของป็อปคอร์นนั่นเอง

       ในการทำป็อปคอร์นเราจะเห็นว่ามีบางเมล็ดที่ไม่ยอมแตกตัวไปเป็นป็อปคอร์น ซึ่งภาษาอังกฤษจะเรียกเมล็ดพวกนี้ว่า 'old maids' โดยมีการอธิบายถึงสาเหตุที่เมล็ดไม่แตกตัวเอาไว้ 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือเกิดจากความชื้นในเมล็ดมีไม่เพียงพอ และอีกประเด็นคือ เปลือกของเมล็ดข้าวโพดอาจจะมีรอยรั่วอยู่"

       อืม ข้อมูลเหล่าเป็นประโยชน์มากเลยนะคะเนี่ย ไอหมอกก็คิดว่าการทำป็อปคอร์นจะทำกันง่ายๆ เอามาคั่วๆก็บานออกมาเต็มกระทะซะอีก สงสัยต้องทำความเข้าใจกันใหม่ แหะๆ แต่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า การที่เมล็ดจะแตกตัวหรือที่เราเรียกกันว่า บานเป็นป็อปคอร์นนั้น ต้องใช้เมล็ดข้าวโพดที่มีความชื้นในเมล็ดค่อนข้างสูง ถึงจะได้ป็อปคอร์นที่แตกบานๆอย่างที่เราต้องการ แหมแต่ส่วนนี้บางทีเราก็ควบคุมยากนะคะเนี่ย บังคับยังไงให้เมล็ดข้าวโพดทุกเม็ดมีความชื้นเยอะ ต้องบอกว่า "นี่เธอต้องแตกทุกเม็ดนะ" ถ้าบอกมันได้ก็คงจะดีไม่น้อยนะคะเนี่ย แต่เอาเถอะค่ะ ยังไงไอหมอกก็เป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิตต่อไปนะคะ ของอร่อยๆแบบนี้ถ้าได้กินฟรีบ่อยๆ ไอหมอกคิดว่าคงจะดีไม่น้อยเลยนะคะเนี่ย คริคริ

ข้อมูลจาก ทริคดีดี.com

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

หลุดพ้นเป็น ชีวิตเป็นสุข


       สวัสดีตอนเช้าๆค่ะ เพื่อนๆชาวไอหมอก วันนี้ไอหมอกเพิ่มความเย็นมาขึ้นเรื่อยๆแล้วน๊าา เพื่อนๆอย่าลืมดูแลสุขภาพกันเยอะๆนะคะ เวลานอนก็อย่าลืมห่มผ้าล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าไอหมอกปล่อยอากาศเย็นแล้วไม่บอกนะ อิอิ


       วันนี้มาตามอากาศเย็นสบายๆ จากหลายๆพื้นที่ ไอหมอกรู้สึกสบายใจมากกก อย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ยกปัญหาออกจากอกไปได้แล้วอย่างปลิดทิ้งทีเดียว มานั่งคิดๆดู สิ่งที่ทำให้ไอหมอกรู้สึกสบายใจ และโล่งใจได้ขนาดนี้ ได้มาจากการที่เรารู้จักปล่อยวางจากเรื่องราวต่างๆมากมายที่ผ่านมาให้เราคิดอยู่เสมอ วันนี้ไอหมอกได้เอาหลักการ "การหลุดพ้น" มาเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ชีวิตไอหมอก รู้สึกดีมีความสุขมากยิ่งขึ้น เนื่องจากบางครั้งเรารู้สึกยึดติดกับสิ่งนั้นๆมากเกินไป ชอบคาดหวังว่า คนนั้นจะเป็นอย่างนั้น เพียงเพราะว่าเราต้องการให้เค้าเป็น คาดหวังว่าเค้าจะปรับเป็นแบบนั้น เพียงเพราะว่าเราเห็นว่าดี แต่เราไม่เคยมองตนเองว่า บางครั้งสิ่งที่เราคาดหวัง นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์อยู่อย่างไม่จบไม่สิ้น เพราะว่าเราเอาคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐานความต้องการของเราเอง เมื่อคนอื่นไม่เป็นอย่างใจ เราก็จะรู้สึกเกิดคำถามขึ้นมามากมาย ทำไม ทำไม และทำไม จนเรากลายเป็นอีกคนนึงที่ใครๆก็ไม่รู้จัก และไม่อยากจะรู้จักเพิ่มขึ้นอีกด้วย วันนี้ไอหมอกมองเห็นแล้วว่า สิ่งทีจะทำให้เรามีความสุขมากที่สุดคือ "การหลุดพ้นจากความต้องการ" และ "หลุดพ้นจากความคาดหวัง" ที่มากมายและไม่มีที่สิ้นสุดของคนเรา เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่อย่างมีความสุข ไม่มีอะไรต้องให้เป็นกังวลอีกต่อไป เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ตัวของเราโตขึ้นเนื่องจากเราอยู่อย่างเป็นตัวเองมากที่สุด ไม่มีใครต้องมาเป็นบรรทัดฐานของเรา และเราก็ไม่เป็นบรรทัดฐานของใคร ตราบใดที่เราเข้าใจในความจริงของชีวิต เราก็จะเริ่มรู้จักพอ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเราทุกคนใหญ่พอๆกัน มีสิทธิเท่าเทียมซึ่งกันและกันเสมอ ไม่ได้รู้นึกด้อยค่า จนเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจแต่อย่างใด หากบุคคลใดที่เราคบแล้วรู้สึกว่า เราตัวเล็กอย่างด้อยค่าเหลือเกิน ให้เราเดินออกมาจากจุดนั้นเสีย เราก็จะเกิดอาการหลุดพ้น อย่างมีความสุขที่สุด ^^

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

หงส์ไฟ แพทย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์


       สวัสดีค่ะ เพื่อนๆชาวไอหมอก วันนี้ไอหมอกไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับ "หงส์ไฟ" น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เคยเห็นหงส์กับตาตัวเองมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เราก็สามารถรับรู้ด้วยใจว่า สักวันหนึ่งเราจะสามารถทะยานขึ้นท้องฟ้าอย่างสง่างาม และเป็นที่กล่าวถึงความดีงามถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักเราก็ตาม อย่างแน่นอน วันนีไอหมอกขอนำเสนอ "หงส์ไฟ" เพื่อให้เป็นพรจากแพทย์ผู้รักษาทุกท่านและครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรงในปีใหม่นี้นะคะ

c-did-you-know-54

       ในความเชื่อและตำนานเรื่องการรักษาโรค บางครั้งก็ไม่ได้มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่รักษาได้ สัตว์ในตำนานอย่าง "หงส์ไฟ" ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน

       หงส์ เจ้าแห่งปักษา "หงส์" เป็นเจ้าแห่งปักษา และเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่งของจีนมาแต่โบราณ มีรูปลักษณ์เดิมมาจากนกหลากหลายชนิด อาทิ ไก่ฟ้า ห่านฟ้า นกกระจอก เหยี่ยวนกกระจอก นกนางแอ่น ฯลฯ ในตำนานกล่าวว่าหงส์มีรูปคล้ายไก่ฟ้า มีสีขนสลับลายเป็นประกาย มีนิสัยรักสะอาด ช่างเลือก มีความละเอียดอ่อนประณีตอีกด้วย

       ตำนานหงส์ไฟ "หงส์ไฟ" หรือ "หงส์แดง" เป็นสัตว์วิเศษตามความเชื่อของชาวจีนและเป็นหนึ่งในอสูรปกครองศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ลักษณะของหงส์ไฟถือว่ามีลักษณะเด่นของนก 5 ชนิดรวมกันได้แก่

       1. หัวมาจากไก่ฟ้า
       2. ปากมาจากนกแก้ว
       3. ตัวมาจาก เป็ดแมนดาริน
       4. ขามาจาก นกกระสา
       5. หางมาจาก นกยูง

       และยังมีขนเป็นเปลวไฟอีกด้วย ชาวจีนนั้นยกย่องให้หงส์เป็นสัตว์มงคลตัวแทนของเพศหญิง (ธาตุหยิน) คู่กับมังกรตัวแทนของผู้ชาย (ธาตุหยาง) และในบางตำนานก็บอกว่าเป็นสัตว์วิเศษชนิดเดียวที่สามารถต่อกรกับมังกรได้ และแม้ว่าหงส์จะเป็นสัญลักษณ์ของเพศหญิงแต่หงส์ก็มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย อาศัยอยู่ที่เทือกเขาแดงทางด้านใต้ที่สวยงามไม่เคยแตะต้องสิ่งมีชีวิต แต่ดำรงชีพด้วยการกินเมล็ดไผ่เท่านั้น และยังได้รับการยกย่องให่เป็นเจ้าแห่งนกทั้งปวง โดยกล่าวกันว่าเมื่อหงส์ไฟบินผ่านที่ใด เหล่าวิหคทั้งหลายก็จะแสดงการคารวะให้อย่างนอบน้อมอีกด้วย

       หงส์ไฟกับการรักษาโรค หงส์ไฟนี้เป็นตัวแทนของความโชคดีและความสง่างาม เป็นตัวแทนของฤดูร้อน (ธาตุไฟ) และเชื่อกันว่าใครก็ตามที่ได้ดื่มเลือดของหงส์ไฟจะมีชีวิตเป็นอมตะและน้ำตาของหงส์ไฟก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลและแก้พิษทุกชนิดด้วยซึ่งก็คล้ายกับนกฟีนิกซ์ตามความเชื่อของชาวตะวันตกที่มีมายาวนานเช่นกัน

       เรื่องของสัตว์ในตำนานล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเล่าที่ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่แม้ในปัจจุบันเราไม่สามารถพบเจอหงส์ไฟได้จริงๆ แต่แค่ได้จินตนาการถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของหงส์ไฟแล้ว ก็ภูมิใจมากๆ ที่หงส์นั้นเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของผู้หญิง แสดงว่าเพศหญิงนั้นก็สง่างามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร

ที่มา : เพ็ชรสังข์.com

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

หงส์ทองคำ

       มาอีกแล้ว กับเรื่องราวของ "หงส์" ไอหมอกรู้สึกว่ายิ่งศึกษาเรื่องหงส์เท่าไหร่ ก็ยิ่งหลงไหลหงส์ซะมากขึ้นเท่านั้น วันนี้ไอหมอกมีนิทานชาดกมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนิดหนึ่งนะคะ เผื่อว่าเราจะกลับมาเป็นเด็กๆอีกครั้ง เพื่อรับคำสอนจากธรรมะ (แอบอยากกลับไปเป็นเด็ก อิอิ)   :)


       ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วันเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีชื่อ ถุลนันทา ผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคกระเทียม สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง มีภรรยาและลูกสาว ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี และสุนันทา พอลูกสาวทั้ง ๓ ได้สามีแล้วทุกคน พราหมณ์ก็เสียชีวิตไปเกิดเป็นหงส์ทองคำระลึกชาติได้

       วันหนึ่งได้เห็นความลำบากของนางพราหมณีและลูกสาวของตนที่ต้องรับจ้างคนอื่นเลี้ยงชีพ จึงเกิดความสงสาร ได้โผบินไปจับที่บ้านนางพราหมณีแล้วเล่าเรื่องราวให้นางพราหมณีและลูกสาวฟัง และได้สลัดขนให้แก่พวกเขาเหล่านั้นคนละหนึ่งขนแล้วก็บินหนีไป หงส์ทองได้มาเป็นระยะๆ มาครั้งใดก็สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งขนโดยทำนองนี้ นางพราหมณีและลูกสาวจึงร่ำรวยและมีความสุขไปตามๆ กัน

       ต่อมาวันหนึ่งนางพราหมณีเกิดความโลภอยากได้มากกว่าเดิมจึงปรึกษากับลูกๆ ว่า
      "ถ้าหงส์มาครั้งนี้ พวกเราจะจับถอนขนเสียให้หมด เพื่อจะได้มีทรัพย์สมบัติมาก"

       พวกลูกๆ ไม่เห็นดีด้วย แต่นางพราหมณีไม่สนใจ ครั้งวันหนึ่งพญาหงส์ทองมาอีก นางก็ได้จับถอนขนเสียให้หมด ขนเหล่านั้นกลายเป็นขนนกธรรมดาเท่านั้น เพราะพญาหงส์ทองมิได้ให้ด้วยความสมัครใจ นางพราหมณีได้เลี้ยงหงส์นั้นจนขนงอกขึ้นมาใหม่เต็มตัว หงส์ก็ได้บินหนีไปโดยไม่ได้กลับมาอีกเลย

       พระพุทธองค์ เมื่อนำอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า
       "บุคคลได้สิ่งใดควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภเกินประมาณเป็นความชั่วแท้ นางพราหมณีจับเอาพญาหงส์ทองแล้วจึงเสื่อมจากทองคำ"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "โลภมาก มักลาภหาย"    ชีวิตคนเราถ้าสามารถตัดความโลภออกไปได้ ก็สุขอย่างไม่คาดหมายได้นะคะ ^^


บทความจาก ธรรมะไทย.com

ความเชื่อเกี่ยวกับหงส์

       สวัสดีปีใหม่ค่ะ เพื่อนๆที่น่ารักของไอหมอก ก่อนอื่นก็ต้องขออวยพรก่อนนะคะ ^^ ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ 2556 แล้ว กับปีมะเส็ง ขอให้เป็นปีที่มีแต่การเกิดขึ้นของสิ่งดีดี ขอให้เพื่อนๆมีความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนานะคะ เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ไอหมอกขอเริ่มต้นกับด้วยสัตว์ชั้นสูงอย่าง "หงส์" เพื่อให้อวยพรทุกท่านจากใจไอหมอกนะคะ

หงส์ คือ "การตั้งต้นใหม่ที่ดี"

       ด้วยความเชื่อที่มีมา ทุกความเชื่อ ล้วนบ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิริมงคล ด้วยลักษณะ จินตนาการ ตามหนังสือ ตามคำบอกเล่า ล้วนแต่บรรยายลักษณะเด่นที่ว่า หงส์ เป็น นกเทพตระกูลชั้นสูง เป็นจ้าวแห่งวิหค มีความสง่างาม รูปร่างสวยงาม เสียงร้องไพเราะ เป็นพาหนะของพระพรหม และเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์


ความเชื่อจากทั่วโลก

       ๏ หงส์ เป็น นกเทพตระกูลชั้นสูง มีความสง่างาม รูปร่างสวยงาม เสียงร้องไพเราะ เป็นพาหนะของพระพรหม และเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์

       ๏ หงส์ ถือเป็นสัตว์เทพ เชื่อกันว่าเวลาขอพร ถ้ามีหงส์อยู่ หงส์จะช่วยสื่อสารนำคำขอพรไปแจ้งกับพระพุทธเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำขอเป็นจริง

       ๏ หงส์ ถือเป็นสัตว์สิริมงคลและศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์ที่คนจีนมีความปีติชื่นชอบมากที่สุดชนิดหนึ่ง มีรูปร่างสวยงาม สะโอดสะอง มีความอ่อนหวาน มีบุคลิกสีสันคล้ายผู้หญิง มีความสุภาพเป็นผู้ดี ชาวจีนเรียกว่า "เฟิ่งหวง" หงส์เป็นดั่งเทพเจ้าสามารถหยั่งรู้ความสุข ความทุกข์ ความวุ่นวายในโลกมนุษย์ได้ หงส์จึงมักจะมาปรากฏตัวต่อเมื่อบ้านเมืองสงบสุข แผ่นดินมีคนดีมาเกิด

       ๏ หงส์ มีอายุยืนยาวประมาณ 500 ปี จากนั้นก็จะบินตรงไปยังดวงอาทิตย์เพื่อให้ความร้อนแผดเผาร่างกายเป็นเถ้าถ่าย เป็นการบูชายันต์ตนเอง หงส์หนุ่มสาวเมื่อเกิดมาได้ 3 วัน มันก็จะบินจากไปอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นอิสระโดดเดี่ยว จนกว่าจะมีอายุได้ 500 ปี จึงสิ้นอายุขัย ด้วยเหตุนี้นกหงส์จึงถือว่าเป็นผลิตผลจากดวงอาทิตย์และไฟ

       ๏ หงส์ ทางศาสตร์ฮวงจุ้ยจะใช้หงส์ ในความหมายของการตั้งต้นใหม่ที่ดี

       ๏ หงส์ เป็นสัตว์ของราชวงศ์ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ ความมีคุณธรรม ความยิ่งใหญ่ ที่ทรงพลัง ความมีน้ำใจ ความร่ำรวย แสดงพลังของหยินและหยาง ความไม่เบียดเบียนใคร เป็นต้น

       ๏ หงส์ เป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋า คือสัญลักษณ์หงส์ 9 ตัว สำหรับทำลายล้างความสกปรก

       ๏ หงส์ (อียิปต์โบราณ) เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ มีชีวิตยั่งยืนนิรันดร์ เพราะมันสามารถฟื้นคืนชีพได้ เมื่อร่างกายสิ้นอายุขัย (500 ปีหรือ 1461 ปี) ตัวจะลุกเป็นไฟ จากนั้นหงส์ก็จะฟื้นจากกองขี้เถ้ามาเป็นลูกหงส์ใหม่

       ๏ หงส์ ในตำนานจีนเรียกกันว่า โฮโฮ แปลว่า ผู้นำโชคดีมาสู่ ความเชื่อนี้กระจายข้ามทะเลไปยังญี่ปุ่น และทำให้หงส์ได้ชื่อใหม่ว่า โฮโอ หรือ โฮ นกชนิดนี้จะมาที่โลกทุก ๆ พันปี ขนของมันนั้นมีทั้งสีแดง เหลือง น้ำเงิน ดำ และขาว สีแต่ละสีมีความหมายที่สำคัญ โดยความหมายโดยรวมก็คือ ชีวิต ความสวยงาม ความซื่อสัตย์ และความบริสุทธิ์ นอกจากนี้หงส์จีนยังเป็นคัวแทนของชีวิตที่ยืนยาวอีกด้วย เสียงร้องของมันเป็นตัวแทนของบทเพลงแห่งสวรรค์

ข้อมูลจาก ไฟหงส์.com
ภาพจาก teenee.com

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วัวรู้ วัวแรง องค์ประกอบที่ต้องพึ่งพากัน


       สวัสดีเช้าๆในวันที่อากาศกำลังเย็นสบาย รู้สึกตื่นมาแล้วสดชื่นดีจริงๆเลยนะคะ วันนี้ 24 ธันวาคม สำหรับเพื่อนๆชาวคริสเตียน คงกำลังเตรียมการนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลแห่งความรื่นเริง กับวันคริสมาสต์นี้ คืนนี้หลายๆครอบครัวคงมีปาร์ตี้คริสมาสต์อีฟ (Christmas Eve) กันเบาๆ ไอหมอกก็ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข และให้รื่นเริงแบบนี้ไปทุกๆวันนะคะ

       วันนี้ตื่นมาไอหมอกก็ได้แนวคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี ท่านกล่าวถึง "วัว" กับการทำงานที่เราทุกคนต้องเจอกันอยู่แล้วในเนื้องานของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะพนักงานแบบไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริการ หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงาน ล้วนแล้วแต่มีสถานะการทำงานอยู่ 2 อย่างสลับกัน ได้แก่ สถานะของการใช้ "ความรู้" ในการทำงาน และ การใช้ "แรง" ในการทำงาน หรือที่ท่าน ว. ท่านเรียกว่า "วัวรู้ และ วัวแรง" ในการทำงานที่จะทำให้เกิดความราบรื่นและมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนั้น ต้องมีทั้งส่วนที่เป็นการใช้ความคิดในการวางแผน และการใช้แรงในการขับเคลื่อนงาน ซึ่ง 2 ส่วนนี้ต้องทำงานที่ต่อเนื่อง และช่วยเหลือ เกื้อกูลกันอยู่เสมอ


       ในที่นี้ ไอหมอกคิดว่า การอยู่ในสถานะ "วัวแรง" ไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถด้านความคิด ใช้เป็นแต่แรงงาน แต่ไอหมอกเห็นว่า ในบางสถานการณ์คนที่เป็น "วัวรู้" จำเป็นต้องผันตัวเองมาเป็น "วัวแรง" ในงานที่ตนเองไม่ถนัด และในขนาดเดียวกัน "วัวแรง" ที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆก็จะต้องผันตัวเองมาเป็น "วัวรู้" เพื่อขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าอย่างช่ำชอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องพึงคำนึงถึงเสมอวว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้องานใดๆก็ตาม ย่อมจำเป็นต้องมีทั้งวัวรู้ และวัวแรง เพื่อเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอยู่เสมอ หากองค์กรใดมีแต่วัวรู้ ไม่มีวัวแรงองค์กรนั้นก็ไม่สามารถทำธุรกิจได้อย่างลื่นไหล และหากองค์กรใดมีแต่วัวแรง แต่ขาดวัวรู้ไป เชื่อว่าองค์กรนั้นๆก็ไม่มีความยั่งยืนเป็นแน่

       ในสถานะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวัวรู้ หรือวัวแรง อย่าหยิ่งทนงตัว ว่าตนเองดีเลิศกว่าผู้ใด และคิดน้อยเนื้อต่ำใจ เนื่องจากวัวแต่ละประเภทต่างก็เป็นผู้ชำนาญในเนื้องานของตนเองที่แตกต่างกันทั้งนั้น ไอหมอกก็ยังคงเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นใครในองค์กรก็ตาม ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนให้องค์กรนั้นๆ เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงทั้งสิ้น

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ความเชื่อ+ความมั่นใจ คือความเชื่อมั่น


       สวัสดีเช้าวันอังคารค่ะเพื่อนๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันพ่อแล้ว เพื่อนๆมีแพลนจะพาคุณพ่อไปเที่ยวที่ไหนยังไงบ้างเอ่ย? สำหรับเพื่อนๆที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วยในปัจจุบันแล้ว อย่าเพิ่งเศร้าใจไปนะคะ ไอหมอกเชื่อว่า ณ ตอนนี้คุณพ่อยังคงมองดูเพื่อนๆอยู่อย่างภาคภูมิใจอยู่แล้ว ^^


       วันนี้ไอหมอกมากับหัวข้อที่ว่า ความเชื่อมั่น .. ในความคิดของไอหมอก ไอหมอกคิดว่า "ความเชื่อมั่น" และ "ความเชื่อ" มันเป็นอันเดียวกันนะคะ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะคิดเหมือนกันไหมน๊าา???..... :)) ไอหมอกคิดเองเออเองว่า ความเชื่อมั่น เกิดจากความเชื่อ บวกกับความมั่นใจ เพราะทุกวันนี้มนุษย์มักจะใช้ชีวิตอยู่บนความเชื่อ ...

              เพราะเราเชื่อว่าโลกนี้สวยงาม เราจึงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้
              เราเชื่อว่าเพื่อนของเราดี เราจะสามารถคบกันได้ยืนยาวมาถึงทุกวันนี้
              เราเชื่อว่างานเราดี เราถึงทำงานมาได้จนถึงทุกวันนี้
              เราเชื่อว่าคู่ชีวิตของเราดี เราจึงอยู่ข้างๆกันมาจนถึงทุกวันนี้
              เราเชื่อว่าธุรกิจของเราดี เราถึงรักและทะนุถนอม ผลักดันมาจนถึงทุกวันนี้

       หากวันไหนที่เราหมดความเชื่อในสิ่งนั้นๆ แน่นอนไอหมอกคิดว่า เราไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในชีวิต เพื่อให้เราต้องคิดทบทวนอยู่กับความไม่สวยงาม และไม่น่ารื่นรมย์อยู่เป็นแน่ ในเมื่อเราเชื่อว่ามันดีแล้ว เรามั่นใจมากน้อยแค่ไหนว่ามันดี 100% เรามาลองดู Case หนึ่งกันค่ะ

       ในธุรกิจของคนเราไม่มีใครที่ทำไปวันๆ โดยที่ไม่เชื่อว่าสักวันหนึ่งธุรกิจลูกรักของเราตัวนี้มันจะ "โต" "ยิ่งใหญ่" ในอนาคต ทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งที่เราเลือก เราทำมันคือสิ่งที่ดีที่สุด ทีนี้มาดูกันว่าเพื่อนๆมั่นใจมากน้อยแค่ไหนในธุรกิจของตนเอง วันนี้เราเชื่อว่าธุรกิจเราจะยิ่งใหญ่ และมั่นใจว่าธุรกิจจะยิ่งใหม่กี่เปอร์เซ็นต์?????? ถ้าเชื่อว่าธุรกิจเราเติบโตแน่นอน มั่นใจว่าจะโตมากกว่า 100% นั่นหมายถึงเพื่อนๆสำเร็จไปแล้วในขั้นแรก .. เหมือนกับคำที่ว่า "พื้นฐาน+ความเชื่อ+ความมั่นใจที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง"

       ในเมื่อเราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี มั่นใจว่าดี 100% ความเชื่อมั่นที่ว่า ชีวิตของเราจะต้องมีอนาคตที่สดใส ... วันนี้เพื่อนๆจะก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่น มุ่งมั่น พร้อมชนในทุกสถานการณ์ ไม่มีสิ่งไหนที่จะสามารถขัดขวางเราได้อย่างแน่นอน ไอหมอกขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจให้ตัวเองด้วยนะคะ ^^"