วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข้อจำกัดของ "การรอ"

       สำหรับวลีที่ว่า "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" ของบรรพบุรุษเรานั้น หลายๆคนคงเคยได้ยินมามากมายอย่างนับไม่ถ้วน และหลายๆคนก็ตีความหมายไปได้หลากหลายประเด็นเช่นกัน วันนี้ไอหมอกก็เลยอยากจะแชร์ความหมายของวลีดังกล่าว ในความคิดของไอหมอกให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันค่ะ หากเพื่อนๆ มีความคิดเห็นต่างก็เอามาแชร์กันนะคะ ไอหมอกยินดีรับฟังเสมอ ^^

       สำหรับคำว่า "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ถ้าเราแปลตรงตัวก็คืออะไรที่ไม่รีบร้อนหรือเร่งรีบเกินไป ผลที่เรารอย่อมหอมหวานเสมอ แต่ในปัจจุบันอะไรที่เราช้าเกินไป ก็จะเป็นการพลาดโอกาสที่ใช่ว่าจะผ่านเข้ามาในชีวิตกันได้ง่ายๆก็เป็นได้ เนื่องจากในปัจจุบัน วิถีการดำเนินชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปแล้วมากมาย ทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานความเร็ว ใครดีใครได้ ทุกอย่างคือความพยายามต่อสู้ เพื่อที่จะได้มา แน่นอนคนที่มาก่อน เร็วกว่า ย่อมได้สิ่งเลอค่าเหล่านั้นไป


       "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ใช่ว่าจะไม่สามารถสอนเราได้ในปัจจุบัน แต่ไอหมอกเชื่อว่าความหมายของวลีนี้ที่บรรพบุรุษเราคิดไว้ ไม่ได้หมายถึงว่า ให้เราทำอะไรที่ช้าๆ หรือรออะไรที่ต้องใช้เวลาเสมอไป .. ความหมายของทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรพบุรุษเราให้มา ไม่เคยมีความหมายในด้านเดียว ทุกอย่าง ทุกการกระทำ และทุกคำสอน มีความหมายมากมายแฝงอยู่ในตัวเสมอมา ประโยคนี้ก็เช่นเดียวกัน ความหมายของวลี "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม"  นั้นหมายถึง ก่อนที่เราจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ให้เราตัดสินใจถึงหลักการและเหตุผลอย่างถี่ถ้วนทุกครั้ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด และแน่นอนถ้าเราทำอะไรที่ช้าจนเกินไปแล้ว โอกาสที่ดีเหล่านั้นอาจลอยหายไปได้ในที่สุด ความเร็วต้องมาคู่กับความละเอียดรอบคอบในการตัดสินใจอยู่เสมอ นั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษเราท่านได้สอนไว้

       บางทีการรอคอย อาจเป็นเชือกที่ผูกมัดเราไว้ให้ย่ำอยู่กับที่ กับความฝันอันล้มๆแล้ง ที่อาจเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง หรือเพราะคนอื่นๆ ทุกคนควรมีข้อจำกัดในการรออย่างมีเป้าหมาย มีลิมิตอยู่เสมอ การรอคอยบางเรื่องเป็นเรื่องที่ดี แต่บางเรื่องการรอคอยนั่นแหละที่จะเป็นคนทำร้ายตัวเราเองซึ่งเจ็บปวดที่สุดก็เป็นได้

       วันนี้หากใครที่กำลังรอคอยหลายๆสิ่งอยู่นั้น ลองถามตัวเองดูหรือยังคะว่า ลิมิตของการรอคอยของเราตั้งไว้ประมานไหน กี่วัน กี่เดือน กี่ปี? และอะไรที่จะสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดได้ว่า การรอคอยของคุณนั้นควรจะสิ้นสุดหรือจบลงเมื่อไหร่? .. ผลของการรอคอยของทุกคนอาจไม่หอมหวาน หรือขมขื่นตลอดเวลา เนื่องจากเหตุผลของการรอคอยแต่ละคนแตกต่างกัน แต่อย่าให้การรอคอยของเรา เป็นส่วนทำร้ายเวลา ความคิด ความก้าวหน้าที่ควรจะเกิดขึ้น ต้องชะงักลงในที่สุด .. หากโอกาสที่ดีดีมาถึง อย่าปล่อยให้คำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้กับตนเองว่า "จะรอคอย" มาเป็นตัวผลักให้โอกาสนั้นๆหลุดลอยไป ในห้วงอากาศ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ไม่สามารถเอื้อมคว้ากลับคืนมาได้อย่างแน่นอน .. วันนี้คุณลอง List มาหรือยังว่า ข้อจำกัดในการรอคอยของคุณคืออะไร? ไอหมอกขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่มีเป้าหมายค่ะ ^^

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

“อิสรภาพ” ปัจจัยจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่นอกเหนือจากเงินเดือนและสวัสดิการ


       ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังประสบปัญหาในการรักษาคนเก่งๆให้อยู่กับองค์กรเนื่องจาก คนทำงานรุ่นใหม่เขาไม่ต้องการแค่เงินเดือน สวัสดิการและตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แต่เขาต้องการอิสรภาพที่เร็วกว่าและมากกว่าที่องค์กรมีให้ และซ้ำร้ายกว่านั้นคือ มีธุรกิจขายตรง ขายหลายชั้น รู้ว่าจุดอ่อนของคนทำงานรุ่นใหม่คือการแสวงหาอิสรภาพ เขาก็นำจุดนี้มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดคนเก่งๆที่ทำงานอยู่ในองค์กรออกไปทำอาชีพอิสระที่ไม่ต้องลงทุน แต่มีไฟก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ตอนนี้คนรุ่นใหม่เปรียบเสมือนแมงเม่าที่กำลังบินเข้ากองไฟ  เพราะตกหลุมพรางของสิ่งล่อใจคือ “อิสรภาพของความสำเร็จ” ที่บอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แม่บ้าน นักศึกษา คนทำงาน ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าดีกว่ามากกว่าอย่างแน่นอน  พร้อมยกตัวอย่างคนประเภทต่างๆที่เข้ามาแล้วประสบความสำเร็จ ทำให้องค์กรต่างๆประสบปัญหาคนเก่งๆกำลังถูกดูดออกจากองค์กรไปยังธุรกิจที่มักจะบอกว่า “อิสระ” ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว อิสระแค่เพียงเวลาและสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่อิสระเทียมนั้นถูกผูกล๊อคด้วยเงื่อนไขต่างๆอีกมากมายที่ดูเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการบังคับ แต่ถ้าไม่ทำตามที่เขากำหนดคุณก็อยู่ในธุรกิจนั้นไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคำว่าทำงานอิสระนั้นเป็นแค่คำโฆษณาที่สวยหรูเท่านั้น


       ดังนั้น คงจะถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆควรจะให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือกับการบริหารคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสรภาพในด้านต่างๆเพิ่มมากขึ้น จึงขอแนะนำแนวทางในการรับมือกับการบริหารคนบนพื้นฐานของอิสรภาพส่วนบุคคลดังนี้
เลือกสภาพการจ้างได้

       “ไม้บรรทัดไม่สามารถใช้แทนมาตรวัดทุกประเภท(เช่น ปริมาตรน้ำ ความดัน ฯลฯ) ได้ฉันใด สภาพการจ้างแบบเดียวก็ไม่เหมาะสมกับการจ้างคนทุกคนได้ฉันนั้น” 

       ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าสภาพการจ้างแบบเดียวกัน ไม่สามารถจูงใจคนทำงานทุกสาขาอาชีพหรือคนทุกคนได้ ดังนั้น องค์กรที่ควรจะเริ่มมีสัญญาจ้างหรือเงื่อนไขในการจ้างที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับยังเหมือนเดิมแต่ปลดล๊อคเงื่อนไขบางอย่างให้เหมาะสมกับคนทำงานที่หลากหลายประเภท หลากหลายความต้องการ เช่น สามารถเลือกเวลาทำงานได้ เลือกสถานที่ เลือกลักษณะงานที่ทำ เลือกเงินเดือน เลือกสวัสดิการที่เหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้น

เลือกงานที่จะทำเองได้
       คนสมัยก่อนจบการศึกษาด้านไหนมาก็มักจะเลือกทำงานตรงกับที่ร่ำเรียนมาและมักจะไม่ค่อยเปลี่ยนสายงาน แต่คนรุ่นใหม่หลายคนอยากทำงานที่ไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เพราะตอนเรียนยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร แต่พอเรียนจบถึงรู้ว่าชอบงานอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น องค์กรไม่ควรกำหนดสเปคในการรับคนเข้าทำงานที่แคบเกินไป ถ้าตำแหน่งงานนั้นไม่ใช่ตำแหน่งงานที่ต้องใช้วิชาชีพ ควรเปิดโอกาสให้คนบางคนที่มีความอยาก(ทำงาน)สูงแต่ไม่ได้จบสาขานั้นๆมา และคนรุ่นใหม่มักจะมีการเปลี่ยนความต้องการของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

       ดังนั้น เวลารับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กรในสายงานหรือตำแหน่งงานใดแล้ว ต้องมีระบบในการตรวจสอบว่าเขายังมีความสุขอยู่กับตำแหน่งงานเดิมหรือไม่ หรือเขาต้องการจะเปลี่ยนไปทำงานในตำแหน่งอื่น เพราะบางคนเข้ามาทำงานสักสองสามปีก็พบว่า “ไม่ใช่” เขาน่าจะเหมาะกับงานอื่นในองค์กรมากกว่าและรู้สึกอยากทำมากกว่า องค์กรควรเปิดโอกาสให้คนในองค์กรเลือกงานที่จะทำได้ แต่ถ้าไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในการเลือกและเปลี่ยนงานภายในองค์กรก็อาจจะกำหนดกฎกติกาขึ้นมารองรับก็ได้ เช่น ใครต้องการทำงานตำแหน่งอื่นให้ทำเรื่องเสนอได้ปีละหนึ่งครั้งพร้อมระบุเหตุผลที่ต้องการจะทำ และเหตุผลที่จะทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าสามารถทำตำแหน่งงานนั้นๆได้ และทางผู้บริหารจะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

เลือกเส้นทางสู่ความสำเร็จได้
       แต่ก่อนองค์กรเป็นผู้กำหนดว่าใครจะเติบโตไปยังตำแหน่งไหน เมื่อไหร่ แต่การบริหารคนรุ่นใหม่ให้เขาเป็นผู้กำหนดด้วยตัวเขาเองว่าอีก 3-5 ปี ถ้าเขาทำงานอยู่กับเรา เขาต้องการเติบโตไปยังระดับไหน ตำแหน่งไหน และเขาต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ โดยองค์กรมีหน้าที่ให้ข้อมูล สนับสนุนการพัฒนาตนเองของคนทำงานรุ่นใหม่ และกำหนดเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งที่เป็นไปได้ และได้ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรกับคนทำงาน

เลือกสถานะความสัมพันธ์กับองค์กรได้
       คนทำงานรุ่นก่อนมีสถานะให้เลือกอยู่เพียงไม่กี่สถานะ เช่น เป็นพนักงานประจำ เป็นพนักงานชั่วคราว เป็นพนักงานสัญญารายปี แต่คนรุ่นใหม่ต้องการทางเลือกที่มากกว่าและยืดหยุ่นกว่าคนทำงานรุ่นเก่า เช่น สามารถเลือกได้ว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีความสัมพันธ์กับองค์กรแบบไหน เช่น เลือกที่เป็นลูกจ้างประจำ เลือกได้ว่าจะทำงานกินค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียว เลือกที่จะเป็นพนักงานชั่วคราว(Part-Time) เลือกรับทำงานเป็นชิ้นๆจากองค์กร เลือกเป็นผู้รับจ้าง (Outsource) เลือกที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Partner) เลือกที่จะเป็นที่ปรึกษา (Advisor) และอาจจะเลือกได้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับองค์กรในสถานะนั้นๆนานแค่ไหน และสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะจากรูปแบบหนึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการลาออกของคนเก่งๆ และเพื่อป้องกันต้นทุนแรงงานขององค์กรสูงเกินกว่าความเป็นจริง เพราะไม่ว่าองค์กรจะจ้างเขารูปแบบไหน สิ่งที่เป็นเงื่อนไขหลักๆคือ “ผลงาน” ที่คุ้มค่า ส่วนคนทำงานคือ “อิสระ” ที่เลือกทำงานได้ตามความต้องการของชีวิตแต่ละช่วงเวลา

       สรุป การบริหารคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องยากหากองค์กรเข้าใจธรรมชาติของเขา นำเอาสิ่งที่เขาเป็นมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการบริหารให้เหมาะสม โดยยึดความสมดุลระหว่าง “ผลประโยชน์ขององค์กร” กับ “ความต้องการของคนทำงาน” ซึ่งนอกจากผลตอบแทนที่คุ้มค่า ความก้าวหน้าที่เลือกได้แล้ว คนรุ่นใหม่มีความต้องการเรื่อง “อิสรภาพในชีวิต” เพิ่มมากขึ้นด้วย

       ดังนั้นองค์กรไหนต้องการบริหารคนรุ่นใหม่ให้ได้ทั้งใจและผลงาน คงต้องเตรียมตัวปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารคนตั้งแต่เริ่มจ้างคนจนถึงการพ้นสภาพไปจากองค์กรเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าองค์กรไหนปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีกว่าและเร็วกว่า น่าจะสร้างความได้เปรียบในการบริหารคนรุ่นใหม่ในอนาคตได้ดีกว่าอย่างแน่นอน


แนะนำโดย : คุณทิพจุฑา ดุเหว่า
ที่มา : คุณณรงค์วิทย์ แสนทอง

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

คุณสูญเสีย "ความเป็นตัวเอง" เพราะงานหรือเงิน .. ไปแล้วหรือยัง?

       สวัสดีเดือนเมษายน เดือนแห่งความร้อนแรง อุ่ย!! ใจคนอย่าเผลอร้อนไปด้วยนะคะ วันนี้ไอหมอกมีเรื่องราวแนวคิดดีดีจากเพื่อนคนหนึ่ง เราอาจมองว่าเค้าอาร์ตๆ นิดนิด อินดี้หน่อยหน่อย แต่พอพูดถึงแนวคิด อั้ยย่ะ .. ใช่ย่อย ลองมาดูกันค่ะ ว่าเพื่อนไอหมอกคนนี้ เค้าแชร์อะให้ให้เรากันบ้าง

       ข้อมูลส่วนตัวของผม "วีรยุทธ เตจ๊ะ - หนุ่ม" ปัจจุบันทำงานตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ผมทำงานที่ผมรักมาถ้านับตอนนี้ก็ประมาณ 2 ปี กับ 26 วัน"

       เคยที่ท้อแท้ใจไม่อยากที่จะทำงานกันมั้ยครับ? ... ช่วงก่อนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากจะทำงานสักเท่าไหร่ ทั้งที่ว่า เมื่อก่อนนี้ ผมคิดว่า ผมกับการเขียนโปรแกรมนั้น เป็นเหมือนกับคู่แท้ที่แยกจากกันไม่ออก แต่มาตอนหลังนี้ ผมรู้สึกท้อแท้ใจ และรู้สึกลำบากใจที่จะต้องเขียนโปรแกรม ... ทุกครั้งที่ผมเห็นโปรเจ็คใหญ่ๆ ผมได้แต่คิดว่า “อืม ... มันก็ดีนะ ... แต่ เมื่อไหร่จะเสร็จ แล้วต้องใช้อะไรบ้าง? ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่ต้องการล่ะ? “ สารพัดปัญหาที่ผมจะสรรหามาใช้เพื่อ เรื่องเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเขียนโปรแกรม คือไม่เอาแล้ว ไม่อยากไปทำแล้ว ... มันเป็นเพราะอะไรกัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ราวๆ 7 – 8 ปี ผมคลั่งไคล้มันมาก ?


       ผมย้อนกลับมาคิดว่ามันเป็นเพราะอะไรกัน ที่ทำให้ผมไม่อยากเขียนโปรแกรม ไม่อยากทำในสิ่งที่ผมเคยชอบ ผมคิดอยู่นาน เป็นเดือน แล้วสุดท้ายผมก็คิดออก ... อันดับแรกคือ

       “ผมเปลี่ยนจากความชอบเขียนโปรแกรมที่มีอยู่เป็น Passion ไปเป็นการทำเพื่อเงิน”

       บ้านผมจนครับ การจะมาเรียนปริญญาตรีของผมนี่ค่อนข้างลำบาก ผมพยายามงัดข้อกับทางบ้านอยู่นาน เพราะมาเรียนมันใช้ทุนสูง แต่ผมก็กระเสือกกระสนมาเรียนปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จนได้ เพราะความชอบแบบสุดๆ ชอบมาก่อนหน้านี้แล้ว ชอบมาก่อนที่จะรู้ว่า คนที่มาสายนี้ต้องเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือ วิศกรรมคอมพิวเตอร์ ผมเรียนช่างยนต์มาก่อนหน้านี้ครับ พกหนังสือช่างไปเรียนวันละเล่ม นอกนั้นอีกสามเล่ม เป็นหนังสือพวกทำเว็บ เขียนโปรแกรม แต่เนื่องด้วยความที่อดอยากอดกลั้น เข้ามาเรียนด้วยความลำบาก ผมเลยคิดว่า ถ้าผมจะหารายได้พิเศษ ผมจะต้องหามาจากความรู้ที่มี ผมก็ไล่หางาน โดยหวังว่าจะเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์ในสมัยเรียน ... ทั้งทีไม่มีคอนเน็คชั่นใดๆเลยไม่มีงานเข้ามาเลยครับ ... แต่สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้าย ในอีกประมาณปีครึ่ง ผมหางานไปเรื่อยๆจนมีคนให้โอกาสผม ให้ผมทำเว็บไซต์ E-Commerce

       งานนี้เป็นงานแรก และผมได้เงินมาประมาณ 12,000 บาท ... ผมก็ตาโตสิครับ ไม่เคยได้เงินเยอะขนาดนี้มาก่อน เอาแค่ว่าพ่อแม่ให้เงินมาวันละร้อยนี่ ผมก็ว่าเยอะแล้ว ผมก็กระหยิ่มใจ ไล่หางานฟรีแลนซ์ทำอีกเรื่อยๆ

       และตรงจุดนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนครับ ผมทำทุกอย่างเพื่อเงิน โปรเจคเล็ก โปรเจคใหญ่ ผมไล่เก็บมันให้หมด และตั้งแต่วันนั้นมา ชีวิตผมก็เริ่มหมดความสุขจากการเขียนโปรแกรมไปทีละนิด ... ผมคิดแต่เพียงว่ามันเป็นแค่เครื่องมือสำหรับหาเงินเท่านั้น ผมยิ่งเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ในเรื่องที่คิดว่าจะหาเงินได้ และทำงานอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่เคยมีความสุขเลย ... เพราะทุกสิ่งที่ผมทำ ผมพัฒนาตัวเอง ... “ผมทำไปเพื่อคนอื่น”

       ผมขายวิญญาณไปให้คนอื่น ผมสูญเสียความเป็นตัวเองไป ผมเป็นแค่โปรแกรมเมอร์ที่ทำตามคำสั่งของคนอื่น เขาให้ทำอะไร ยอมทำ แม้ว่าจะมีวิธีที่ดีกว่า หรือเทคโนโลยีที่ดีกว่า ผมก็ไม่เอา ผมเลือกที่จะทำเพื่อเงินเท่านั้น ... มีชีวิตไปวันๆ เพื่อหาเงิน ... แต่ผมก็ไม่เคยไปไหนได้ไกล และ ผมก็เริ่มหมดความสุขในชีวิตการเขียนโปรแกรมตั้งแต่นั้นมา

     จากการที่เคยพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะแรงผลักดันข้างในใจของตน กลายเป็นเหมือนโปรแกรมเมอร์ที่เป็นหุ่นยนต์ พอผมคิดได้ เหมือนผมตื่นจากฝันเลยทีเดียว มันเหมือนผมตื่นมาใหม่ ผมเริ่มปรับความคิดใหม่ เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสอีกครั้ง

       เมื่อผมได้จับโปรเจคอะไรสักอันหนึ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมจะคิดแค่ว่า “โอเค เรารับผิดชอบทำในส่วนนี้ เราทำให้จบ รับเงิน แค่นี้พอ” ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ “โอเค เรารับผิดชอบตรงส่วนนี้ มันน่าจะเป็นแบบนี้ อืม ... มันน่าจะมีระบบแบบนี้ เพื่ออำนวยสะดวกแบบนี้” ผมเริ่มคิดใหม่ เหมือนกับเป็นเจ้าของโปรเจค เหมือนโปรเจคนั้นมันเป็นของผมเอง ลองคิดดูสิครับ ว่าถ้ามันเป็นของเรา ไม่ใช่แค่ “งานของเรา” เราจะรู้สึกยังไง?

       ผมพร้อมที่จะทำทันที และสรรหาทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเนรมิต ให้งานมันออกมาดีที่สุด ไม่ใช่แค่งานตรงส่วนนั้น ... แต่เป็นทุกภาคส่วนของโปรเจคนั้นๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นของเราจริงๆ

       ดังนั้น เรื่องการทำเพื่อเงิน สำหรับผม อันนี้จบไปแล้วครับ กลายเป็นว่า ทำเพราะเรารู้สึกรัก และห่วง เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นโปรเจคของเรา ไม่ใช่แค่งาน

       ความคิดต่อไปคือ ถ้าเมื่อก่อนจะคิดว่า “เราจะทำให้เค้าเยอะทำไม ทำเท่าที่สั่งก็พอ ทำไปเราก็ไม่ได้รวยหรอก คนสั่งนู่น ที่รวยเอารวยเอา โปรเจคก็ใช่ว่าจะเป็นของเรา ฉะนั้น ทำแค่ที่สั่งก็พอ”

       อันนี้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ครับ ผมย้อนกลับไปคิดถึงสมัยก่อน งานหลายๆงานผมก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงิน เช่น บางทีผมก็ช่วยเพื่อนเขียนโปรแกรมที่มันยากๆ เพราะหวังจะเรียนรู้จริงๆ ... งานของตัวเองไม่ใช่ นั่งคิด นอนคิดตั้งสามวัน ... พอคิดออก ลุกออกจากเตียง เปิดไฟ มานั่งเขียนโปรแกรม ตามไอเดียที่เพิ่งผุดขึ้นมา ... หรือบางที ผมก็ไปนั่งเรียนวิชาโปรแกรมมิ่ง ของอีกห้องหนึ่ง ฟรีๆ นอกเวลาเรียนของตนเอง โดยที่ไม่ได้คิดอะไร หวังแค่ว่า อยากเขียนโปรแกรมได้ อยากเขียนโปรแกรมดี แค่นั้นเอง สมัยนั้นผมทำหลายๆอย่างที่ไม่ได้ผลประโยชน์โดยตรงเป็นตัวเงิน แต่ผมก็มีความสุขดี

       ฉะนั้น ผมจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ ว่า ในการทำงานทุกๆงาน ไม่ใช่แค่งานเขียนโปรแกรม ทุกๆงานนั้นคือการเรียนรู้ แน่นอน เจ้าของโปรเจคได้เงินอยู่แล้ว แต่นั่นก็เพราะเขามีทุน ตอนนี้เราก็เรียนรู้จากการทำธุรกิจของเขาสิ เราก็ดู ว่าเขาจะมีวิธีหาช่องทางทำเงินยังไง อะไรคือปัญหาของเขาในการทำธุรกิจ ความรู้เราก็ได้ ทักษะเราก็คมขึ้น เพราะเราได้งานที่ยากๆ เงินค่าจ้างก็ได้ เหมือนกับเรามาฝึกงาน แล้วได้เงินด้วย ฉะนั้น ยังไงเราก็กำไรอยู่แล้ว ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเงิน ... พอเปลี่ยนไปคิดแนวบวก มันก็ได้ผลบวกไปด้วย

       เมื่อความคิดมันเป็นไปในด้านบวก จะทำอะไรมันก็ได้ผลดี ... ขนาดปัญหาที่คนทั่วไปมองว่าน่าเบื่อ เราก็ดันมองเห็นเป็นข้อดี ... ทีนี้ พอทำงานก็มีความสุขครับ ... ยิ่งมีความสุข มันก็อยากจะทำอีกเยอะๆ เพราะว่าจะได้เรียนรู้ ได้ความภาคภูมิใจ ได้เงินมาใช้อีกต่างหาก

       มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “Do What You Love The Money Will Follow” หรือแปลได้ว่า “ทำในสิ่งที่คุณรักแล้วเดี๋ยวเงินมันจะตามมาเอง” ชื่อเรื่องตรงตัวครับ ถ้าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก มีโอกาสที่จะเลิกทำสูง พอเลิกทำ ก็ไม่ได้เงินอีก มีเพื่อนหลายๆคนที่รู้จักกันกลับมาพบกันอีกที เล่าความอึดอัดใจว่า “เลิกเป็นดีกว่าโปรแกรมเมอร์ เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในไทย อยู่ไปก็ไม่รวย ทำงานก็เยอะ ดันถูกกดราคาอีก นี่ไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า!!! ” ก็จริงครับ สภาวะงานของโปรแกรมเมอร์ในไทยนี่ค่อนข้างลำบากครับ เนื่องจาก ช่วงหลังมานี้ ค่านิยมของการเรียนสายไอทีมีมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตเร็วมากๆ เด็กไทยในยุคปัจจุบัน จึงเลือกเรียกสายไอที ด้วยแนวคิดที่ว่า เรียกสนุก สอบสบาย หางานก็ง่าย เงินก็ดี ... ซึ่งก็ไม่ทราบว่าใครไปบอกเด็กนะครับ ว่างานมันสบายจริงหรือเปล่า เด็กที่เข้ามาหลายคนก็ติดเกมมาก่อน และคิดว่า ไหนๆก็คลุกคลีอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ดังนั้น เรียนสายไอทีนี่ ง่ายสบาย เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

       แต่พอเข้ามาเรียนจริงทุกอย่างกลับเป็นคนละเรื่อง ราวกับฟ้ากับเหว วิชาทฤษฎีมีราวๆ 80% อีก 20% เป็นวิชาปฏิบัติ ซึ่ง เวลาเรียนจำกัดจำเขี่ยเอามากๆ ถ้าหวังเรียนเอาตามหลักสูตรแล้วหวังว่าจะเก่งคงเป็นไปได้ยาก อันนี้ต้องโทษหลักสูตรบ้านเราด้วยครับ ที่เรียนอย่างละนิดหน่อย ไม่ได้ลงลึก จะมีก็แต่คนที่ชอบจริงๆเท่านั้น ที่จะหมกมุ่นอยู่กับคอมพิวเตอร์ได้ทั้งวัน สังเกตได้ว่าหลายคนที่เรียน จะบ่นว่าต้องไปสอบอีกแล้ว อ่านแล้วไม่เข้าใจ เรียนแล้วไม่มีความสุข  เด็กไม่รู้ เพราะคิดว่ามันจะสนุก คิดอย่างเดียวว่า ต้องเรียนให้รอด เพราะสายนี้ยังไงก็หางานง่าย แต่ปรากฏว่า พอจบออกมา ต้องมาแข่งขันกับคนหางานสายไอทีทั่วทั้งประเทศไทย ที่กำลังหางานเหมือนกัน คนเก่าปีนี้ยังหางานไม่ได้ คนปีหน้าก็จะตามมาแย่งงานกันอีก

       สุดท้ายงานสายไอทีในไทย ก็วนเวียนเป็นวัฏจักร  เด็กหาสาขาเรียน เลือกเรียนไอที เพราะคิดว่าหางานสบาย เงินเยอะ แต่ไม่ได้ชอบจริงๆ เลือกเพราะเห็นว่าเงินเยอะ หางานง่ายอย่างเดียว (เพราะได้ยินมา) พอมาเรียนไม่มีความสุข .. เลยไม่ตั้งใจเรียน เรียนเอาแค่พอผ่าน ... จบมา หางานยากมาก เพราะไม่เคยได้ฝึกฝนมา เรียนเอาตามหลักสูตรมา เพราะคิดว่ายังไงมันก็หางานง่าย ... ทีนี้พอได้งานมา ก็ไม่มีความสุขอีก เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

       จะเห็นได้เลยว่า การที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องกับตนเองมากเกินไป ทำให้สูญเสียตนเอง หรือแม้กระทั่ง เลือกเส้นทางให้กับชีวิตของตนเองผิดไป โดยลืมไปว่า “จริงๆแล้วเราชอบอะไรกันแน่?” อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ถ้าเราทำในสิ่งที่มีความสุข ชีวิตก็มีสุข พอมีความสุข ก็จะทำงานได้เยอะ ยิ่งทำเยอะ ก็จะมีความรู้ความชำนาญเยอะ พอมีความชำนาญเยอะก็จะมองหาโอกาสในชีวิตได้มากกว่าคนอื่น และเงินมันก็จะไหลมา เทมาเองครับ

       ก่อนปิดท้าย ลองสังเกตว่า ทำไมโปรแกรมเมอร์ต่างประเทศถึงมีค่าจ้างสูง เป็นเพราะเขาเหล่านั้นเก่งชนิดที่ว่าตามไม่ติดเลยอย่างนั้นเลยหรือ ... จริงๆแล้วต่างประเทศก็ยังขาดแคลนโปรแกรมเมอร์ดีๆนะครับ ที่อยู่รอดมาได้และมีค่าจ้างสูงๆ คนเหล่านั้นเป็นคนที่หลงรักในสิ่งที่เขาทำจริงๆ และ เขาไม่ได้ทำเพื่อเงินแต่เพียงอย่างเดียว ทุกๆวันเขาอุทิศให้การเขียนโปรแกรม เขียนโปรแกรมทื่ทำงานแล้ว กลับมายังนั่งเขียน Open Source ร่วมกับนักพัฒนาคนอื่นๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เงินอะไรเลย

       แต่นั่น ทำให้เขามีราคา เพราะบริษัทต่างๆคิดว่า คนเหล่านั้น สามารถสร้างคุณค่าให้กับบริษัทได้อีกมากมาย ซึ่งการที่จะหาคนอื่นมาแทนที่คงทำได้ยาก เพราะองค์ความรู้ที่สะสมมามากมาขนาดนั้นไม่ใช่ปลูกฝังแค่ปีสองปี และนั่น ก็ทำให้โลกเทคโนโลยีของต่างประเทศเจริญเฟื่องฟู... ลองย้อนกลับมามองบ้านเรา จะมีโปรแกรมเมอร์สักกี่คนที่เลือกใช้เวลาของตนเองเพื่อสร้างสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไอที นอกจากใช้เวลาของตนเองทำงานพิเศษ เล็กๆน้อยๆ สุดท้ายก็เหนื่อย เบื่อ และหันไปหาหนทางอื่น

       จงทำในสิ่งที่รักให้ได้ก่อนครับ แล้วเงินทองชื่อเสียงมันจะตามมา ... และถ้าทำในสิ่งที่รักไม่ได้ ก็จงรักในสิ่งที่ทำ มีความสุขกับทุกสิ่ง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และชีวิตของเราก็จะสวยงามที่สุดครับ


บทความโดย : คุณวีรยุทธ เตจ๊ะ และ Softbankthai

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

เราเป็น "หมาขี้เรื้อน" อยู่หรือไม่?

       จากการที่อ่านนิทานเรื่องนี้ ทำให้ไอหมอกรู้สึกว่า นิทานเพียงเรื่องเดียว เราสามารถเปลี่ยนความคิดได้มากมายขนาดนี้เลยหรอ วันนี้จากการที่เราเป็นคนที่มีมุมมองด้านที่ทำให้ใจไม่สงบ ไม่นิ่ง เราคงจะไม่มีความสุข เป็นเหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่อยู่ที่ไหนก็ต้องขวนขวายไปเรื่อยๆ เพราะโทษว่า สถานที่นั่นไม่ดี ทั้งๆที่เป็นเพราะหัวใจเราไม่คิดที่จะ "พอ" เอง วันนี้ไอหมอกเลยนำบทความนี้มาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆได้มากมายเลยทีเดียว ^^

       ลูกชายนักธุรกิจใหญ่ มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่ …..  บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอก จึงบวชอย่างเสียไม่ได้
     
       เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน  แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

       ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด  และชอบอวดรู้ ยกหูชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

       อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไร เอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัยรวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

       เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตา พลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ

       เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหมเจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักทีเลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้น มันหารู้สักนิดไม่ว่าเจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหากพูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว

 

       ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

       “อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา” โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย  แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่าหมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

       ถ้าเรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย

บทความจาก ธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

กระต่ายกับเต่า ฉบับปริญญาโท

       กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่าย เถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลงที่จะ วิ่งแข่ง ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่ม การแข่งขัน เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลย ชะล่าใจ คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักแป๊บนึงก่อนค่อยแข่งต่อก็คงดี ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมา อีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว


       นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า... ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน) นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง ต่อเลยนะ....

       เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็รมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้ มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจ ของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ


       เจ้าเต่าก็ตกลง "ย่อมได้ไอ้น้อง".... แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่นกระต่ายชนะขาดลอย

       เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ?... ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาด ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า (ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้ เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำ ผลงานก็เลยน้อยมั้ง) ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและพอใช้ได้นี่ดีกว่า....

       เรื่องยังไม่จบแค่นี้... คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วเพ่ พอการแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง “เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะตู...” เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย เจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำไงดี จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย


       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ.... ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำแล้วเจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน

ผลการแข่งครั้งนี้ สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่าการแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้ 

       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้วในชีวิต

       เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไปและในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก

ที่มา ธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน 

บริหารงานแบบ โฮ เรน โซ

       ช่วงนี้ดูไอหมอกจะสนใจหลักการบริหารงานเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเนื่องมาจากสาเหตุใด แต่อาจเป็นเพราะรักที่จะเรียนรู้เรื่องการบริหารงานก็เป็นไปได้นะคะ วันนี้มีแนวทางการบริหารที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆกัน กับหลักการบริหารงานสไตล์คนญี่ปุ่น ผู้ซึ่งทำงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก!! กับหลักการบริหารแบบ โฮ เรน โซ (Hou Ren Sou) เอ๊ะ .. แล้วเจ้าโฮ เรน โซ ที่ว่านี่มันคืออะไร อยากรู้จริงค่ะ

 

       คำว่า โฮ เรน โซ (Hou Ren Sou) เป็นคำเรียกสั้นๆ ที่เราใช้เรียกกันในเชิงของการบริหาร ซึ่งคำว่า Hou มาจากคำว่า Houkoku หรือ Report , คำว่า Ren มาจากคำว่า Renraku หรือ Frequent Communication และคำสุดท้ายคำว่า Sou มาจาก Soudan หรือ Discussion เรามาขยายความหมายของทั้ง 3 คำกันค่ะ

       Hou = Houkoku หรือ Report หมายถึง การรายงาน ซึ่งการรายงานผลการทำงานไม่ว่าจะในสถานะของเนื้องานแบบไหน เราจำเป็นต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานให้หัวหน้างานรับทราบทุกครั้ง ถึงความสำเร็จของการทำงาน หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องรายงานผลแบบตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

       Ren = Renraku หรือ Frequent Communication  หมายถึง การประสานงาน เป็นส่วนสำคัญของการทำงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากความร่วมมือซึ่งกันและกันในแต่ละส่วนงานเป็นผลให้เกิดความราบรื่นของทุกส่วนงาน รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีของแต่ละฝ่ายอีกด้วย

       Sou= Soudan หรือ Discussion หรือ การปรึกษา แนวคิด การวางแผน การตัดสินใจทุกอย่างล้วนรอบคอบและประสบผลสำเร็จหากร่วมกันคิด ช่วยกันทำ นั่นคือที่มาของคำว่า "หลายหัวดีกว่าหัวเดียว" ให้ไอเดียของแต่ละคน สามารถเป็นตัวจุดประเด็นต่อยอดการทำงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

       ซึ่งหลักการทำงานทั้ง 3 อย่างนี้เป็นหลักการทำงานที่ชาวญี่ปุ่นยึดถือมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลให้การทำงานของชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพในการทำงาน ซึ่งคนไทยเรายังขาดส่วนนี้ไปมาก ไอหมอกเชื่อว่า การทำงานทุกอย่างจะสำเร็จไปได้อย่างราบรื่น ต้องมาจากความร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมสมองกันอย่างไม่หยุดยั้ง หากคนไทยเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้านความคิด คนไทยเราต้องสามารถแซงหน้าประเทศอื่นๆได้อย่างรวดเร็วก็เป็นได้

ที่มา .. ขงจื้อ และ Softbankthai

หัวหน้าที่ลูกน้องยอมรับ

       สวัสดีเพื่อนๆ อีกครั้งเช่นเคย วันนี้ไอหมอกขอต้อนรับเพื่อนๆในเดือนมีนาคม กันด้วยบทความดีดีที่ได้ไปอ่านมาจากธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน มาเพื่อแชร์ให้กับเพื่อนๆได้อ่าน และรู้ถึงแนวคิดของผู้เขียนกันว่า "อะไรที่ทำให้ลูกน้อง ยอมรับในตัวเรา?" คำถามนี้หลายๆคนที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้างาน ผู้บริหาร หรือไม่เว้นเจ้าของกิจการ ต่างก็คิดหาทางออกให้เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรัก บางทีเราก็ดูว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน แต่ใครจะรู้ว่าหลายๆคนได้ประสบความสำหรับในการเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราลองมาดูกันว่า วิธีไหนที่หัวหน้าอย่างเราๆ จะได้ใจจากลูกน้องกันบ้าง

       เรามาเริ่มกันที่ "บันได 4 ขั้น เพื่อก้าวเป็นหัวหน้างานที่ลูกน้องยอมรับ"   เป็นประเด็นแรกกันก่อนเลยนะคะ

1. เป็นหัวหน้า ต้องขยันทุ่มเท เรียนรู้งาน ใผ่รู้อยู่เสมอ
       เพื่อนๆที่เป็นหัวหน้างานคงไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า ลูกน้องมาปรึกษาและหาช่องทางเพื่อแก้ไขปัญหา แต่หัวหน้าอย่างเราๆ ไม่สามารถให้คำปรึกษาได้ เอาละสิคะ ประเด็นนี้ขึ้นมาปุ๊กไอหมอกรู้สึกถึง ความรู้สึกแย่ข้างใจจิตใจของเราขึ้นมาได้ทันที ทำไมเราเป็นหัวหน้าที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้ แค่นี้ก็ให้คำปรึกษาและชี้แนะลูกน้องไม่ได้ เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาแล้ว แน่นอนหัวหน้าอย่างเราๆ ไม่อยู่นิ่งเฉยเป็นแน่ การเรียนรู้เท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น การเป็นหัวหน้าต้องทุ่มเท ขยันศึกษาหาความรู้ เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์ให้กับลูกน้องได้ หากเราคิดในทางกลับกัน เราก็คงไม่อยากได้หัวหน้าที่ไม่สามารถช่วยเราคิดอะไรได้เลย ถูกต้องมั้ยคะ

2. รู้จักถ่ายทอดความรู้ สอนงานเป็น ให้คนอื่นทำงานได้
       ประเด็นนี้ไอหมอกคิดว่าเป็นข้อสำคัญของการเป็นหัวหน้าเลยค่ะ ในการที่เรามีความรู้ความสามารถแต่เก็บอมพะนำไว้คนเดียว หวงความรู้ไม่สอนใครราวกับเป็นงูจงอางหวงไข่นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า คุณยังไม่มีสัญชาตญาณความเป็นหัวหน้าที่ดีได้นั่นเอง การเป็นหัวหน้าคนต้องรู้จักสอน สอนให้เป็น สอนให้เก่ง เพื่อให้ลูกน้องของเรา เก่งขึ้นไปเรื่อยๆและเก่งมากกว่าเราได้ยิ่งดี เมื่อเราสอนแต่ไม่ไว้วางใจให้ลูกน้องได้ทำงานจริงๆเองบ้าง ทุกอย่างที่เราสอนมาไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ การให้ลูกน้องทำหน้าที่สำคัญแทนเรา เป็นการแสดงให้เห็นว่า เราไว้วางใจเค้ามากน้อยแค่ไหน นั่นแหละค่ะลูกน้องของเราจะกลายเป็นคนที่รักในการทำงานอย่างเต็มที่ และสามารถทำงานแทนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

3. รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจแก้ไขปัญหา
       การเป็นหัวหน้างานที่ดีต้องสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของความถูกต้อง ซึ่งการที่เราจะแก้ไขปัญหาสักอย่างหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่เราพึงจะต้องมีนั่นคือ ข้อมูลของสาเหตุตัวปัญหานั้นๆ หากหัวหน้างานไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด และแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีไหน แสดงว่าหัวหน้าคนนั้นๆ ไม่ได้มีข้อมูลที่สำคัญอยู่ภายในแนวคิดเอาซะเลย กังนั้นหัวหน้าต้องเปิดใจกล้างเพือ่รับเอาความรู้ ข้อมูลสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารงานได้อย่างคล่องแคล่ว และแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างน่าภาคภูมิใจในสายตาของลูกค้า

4. วางแผนบริหารงาน บริหารคน อย่างเป็นธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดี
       ข้อนี้มีคำอธบายอยู่ในประโยคของมันอย่างดีเยี่ยมอยู่แล้ว หัวหน้าทุกคนต้องมีความคิดเป็นผู้บริหาร บริหารงานและบริหารคนให้สามารถเดินต่อไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพ ใช้หลักธรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการปริหาร ไม่ใช้ความลำเอียงในการตัดสินปัญหา และที่สำคัญเราต้องการลูกน้องที่น่ารักแบบไหน ให้เราเป็นหัวหน้าที่น่ารักแบบนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้องสืบต่อไป

       เรามักพบว่า หัวหน้างานหรือผู้จัดการที่ไม่ประสบความสำเร็จ มักเกิดจากคุณลักษณะส่วนตัวและพฤติกรรมการกระทำที่ไม่เหมาะสมซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวนำมาเกี่ยวข้องกับงาน ทำให้ลูกน้องประเมินว่าไม่เหมาะสม ทำให้ขาดความเชื่อถือไว้วางใจ ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้น พฤติกรรมการกระทำต่างๆ ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีอาจเป็นสาเหตุให้ตำแหน่งหัวหน้างานที่มีคุณภาพนั้นหลุดมือของคุณไปอย่างง่ายดาย เพียงเพราะหัวหน้าไม่เป็นที่ยอมรับจากลูกน้อง และเมื่อหัวหน้าไม่มีลูกน้อง แล้วจะเป็นหัวหน้าที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร?