วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

20 ข้อ ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 40


       1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่พอใช้ได้ก็พอ เพราะ โลกแห่งความเป็นจริงวัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด
       2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมาก พอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน
       3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้นสามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง
       4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด
       5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณในชาตินี้ตลอดไป
       6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด
       7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว
       8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรกสู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน
       9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้
       10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้
       11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้
       12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ
       13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์
       14. สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก
       15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เพราะเมื่อมีครอบครัวการเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม
       16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน
       17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ
       18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้
       19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
       20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

ที่มา: CreativeGuru Facebook

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เลื่อนตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง

       อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินไปตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา  อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ  อาจารย์กล่าวว่า "เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ"  ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงจนเหลือเพียง 1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า "เช่นนี้ ใช้ได้หรือยังครับ?"

       อาจารย์เขกหัวศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า "คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้นถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนา ทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง"


       แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดูด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า "จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า เขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่ง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงาม นักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอจะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง"

       "ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น  คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกัน"

       "การเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของแถม แต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้นมากมาย  และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วย  เป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพโดยแท้"


แนะนำโดย : คุณปัญจกิตติ์  ปวงมาลา Softbankthai
ที่มา : http://www.pattanakit.net

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รู้สึกแย่วันนั้น ทำฉันยิ้มในวันนี้

       เคยมั้ย ที่จะรู้สึกแย่กับคนๆหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งอย่างมากมาย .. สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป เราก็ต้องกลับไปมองตรงจุดนั้นว่า ประเด็นที่เกิดความไม่พอใจในวันนั้นๆ มันคืออะไร?? ต้นเหตุของเรื่องเกิดจากสิ่งไหน? ใครเป็นสาเหตุ? ตัวเชื่อมคืออะไร? บทสรุปมันเป็นยังไง?  .. เคยมีอยู่ Case หนึ่งที่เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง ต่างคนต่างเนื่องด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ “ความต้องการให้งานมันออกมาดีที่สุด” ฟังดูเหตุผลแล้ว ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ซะจริงๆเลยนะคะ .. แต่รู้มั้ยว่านั่น มันคือข้ออ้าง ที่จะนำมาเถียงกัน อย่างเอาเป็นเอาตายนั่นเป็นเพียงแค่ อารมณ์อยาก “เอาชนะ” เพียงแค่นั้น .. ฟังดูแล้ว เหตุผลที่กล่าวมาดูเป็นเด็กอมมือไปเลยมั้ยคะ?


       เมื่อเกิดการโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายไปแล้ว 1 ครั้ง แน่นอนการนั่งคุยกันในครั้งต่อๆไป สิ่งที่จะเดินนำหน้าคนเราก่อนมาคุยกัน มันไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ใช่เหตุผล แต่เป็นการตั้งท่าว่า วันนี้ “ฉันต้องชนะ!!” และต้องสามารถล้มคุณด้วยคำพูดที่เสียดแทงเต็มที่อย่าง ที่ List ไว้แล้วทั้งคืนที่ผ่านมา เอาละสิ .. จะทำอย่างไรเมื่อความบ้าคลั่งเริ่มเกิด??!!

       ไอหมอกมานั่งย้อนคิดถึงสถานการณ์ที่ตนเองอยู่ในภาวะนั้นๆ มองแล้วช่างน่าเวทนาซะจริงๆ .. แน่ล่ะ ใครๆก็คิดว่า เราได้รับอารมณ์ไหนมา ก็ต้องตอบกลับเป็นร้อยเป็นพันเท่าถึงจะสาแก่ใจ เห็นมั้ยล่ะ? เมื่อความอยากจะ “สาแก่ใจ” เข้ามาครอบงำ ความพังพินาศก็จะเริ่มบังเกิดขึ้น (เอ๊ะ เริ่มสำบัดสำนวนไปละ) เพราะทุกคนมัวแต่มานั่งคิดว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้มันวอดวายเป็นจุณ !!!! แต่ลืมคิดไปโดยสนิทใจเลยว่า "ระเบิดทุกลูก ก่อนที่จะสร้างความเสียหายวงกว้างนั้น มันต้องระเบิดตัวเองก่อนเสมอ" .. แล้วสุดท้ายเหลืออะไร?? ไม่เหลือสักอย่าง แม้แต่ความเป็นตัวของตัวเราเอง

       ไอหมอกถือว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดี ที่วันหนึ่งมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเค้าทะเลาะกับเราเค้าบอกว่า “เธอก็เป็นซะอย่างเงี้ยตลอด แล้วใครจะอยากมาคุยด้วย สักแต่จะเอาชนะ สักแต่จะเอาความสะใจ ลองมองไปรอบๆตัวเองบ้างสิ ว่าแต่ละคนเค้าเอือมแค่ไหน??” (เค้าพูดมาประมาณนี้ จำคำพูดเป๊ะๆไม่ได้ ลืมซะงั้นอ่ะค่ะ) วินาทีนั้นไอหมอกปริ๊ดมากค่ะ .. จากไอหมอกเย็นๆ มึงเจอพายุฝนฟ้าคะนองแน่!!!! แล้วจากนั้นสีขาว ก็ต้องกลายเป็นสีดำเมื่อเกิดพายุ ถูกต้องมั้ยคะ? ... ทุกอย่างจบลงโดยความสาแก่ใจของเราเอง และสายตาพิฆาต >> หลังจากนั้นไม่เกิน 12 ชั่วโมง เราก็เริ่มกลับมานั่งย้อนมองตัวเราเอง เราเป็นแบบนั้นจริงๆหรอ?? ทบทวนสิ่งที่ทำได้เป็นข้อๆ ผลคือไม่พลาด ตามนั้น 100% แค่อยากเอาชนะ ไม่สนว่าจะผิดหรือถูก .. วันนี้ไอหมอกแค่อยากจะบอกว่า ขอบคุณความหวังดีในวันนั้น ที่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสิ่งต่างๆของเรา จาก Graphic Design คนหนึ่ง ที่เป็นคนเงียบๆ แต่พูดมาทีเสียดแทงไปถึงหัวใจ .. ขอบคุณนิว GD ที่ช่วยเตือนสติในวันนั้น เพราะนั่นเป็นการแสดงออกว่า คนที่พูดตรงๆ เป็นคนที่หวังดี ไม่ใช่ยิ้มยอมตามเรา แล้วเอาเราไปพูดลับหลังอย่างไม่จบสิ้น


       คนเราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา หากไม่มีใครแทงก็ไม่รู้ว่าตัวเองเจ็บ หากไม่มีกระจกก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นช่างโง่เขลาเสียจริง .. อารมณ์ไม่ยอมใคร จะเป็นมากในเด็กๆ ที่ปล่อยให้ EGO ในตัวเอง เข้ามาทำปฏิกิริยากับอารมณ์และความอยากเอาชนะแบบไร้สาระ (พูดอย่างกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์)  เพราะทุกคนเข้าใจว่าตัวเองเก่ง .. นั่นแหละคนโง่!! ไอหมอกก็ไม่ต่างกัน แต่ดูๆแล้ว เมื่อพูดถึง “เด็กๆ” ความหมายมักจะตรงตัว นั่นหมายถึง ผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่มากพอ แต่ไม้อ่อน ยังไงก้อต้องยอมรับฟังไม้ใหญ่ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ เค้าจะสามารถกลับมามองตัวเองและปรับปรุงตัวเองได้ ในขณะเดียวกัน เมื่อเหตุการณ์บ้าบอแบบนี้เกิดในผู้ใหญ่ล่ะ?? คุณคิดว่ายังไงกันค่ะ?? บางทีไอหมอกก็คิดว่า ผู้ใหญ่จะน่าสงสารตรงที่เค้าค่อนข้างแข็ง ไม่มีใครสามารถเตือนเค้าได้ และสุดท้าย เค้าก้อต้องตายอย่างโดดเดี่ยว เหมือนพืชกินคน ที่คอยกินทุกอย่างรอบๆข้างทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่ง ผู้คนที่คอยรดน้ำพรวนดินให้พืชต้นนี้ก็ตาม .. จุดจบสุดท้ายก็ไม่ต่างกัน โดดเดี่ยว อ้างว้าง ล้มลง จนไม่เหลือใคร

       วันนี้หากใครได้รับคำพูดที่เจ็บไปถึงทรวง เมื่อคำพูดของเค้านั้น เป็นเรื่องจริง .. ให้ถือว่า เค้าเป็นคนที่หวังดี ช่วยเตือนเราให้กลับมาสู่ความจริงที่ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ..  แต่ถ้าวันไหนที่เราได้รับคำพูดแย่ๆ ไม่จบไม่สิ้น ทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องจริง เราไม่ต้องไปสนใจเลยค่ะ เพราะแค่นี้เราก็รับรู้แล้วว่า ตัวปัญหามันไม่ใช่เรา .. คือเค้าคนนั้นที่คอยพ่นเรื่องราวร้ายๆ ให้กับผู้อื่นไปทั่ว ตัวปัญหาเค้าจะแสดงออกถึงปัญหาออกมาอย่างชัดเจนด้วยตัวของเขาเอง เราน่าจะยินดีด้วยซ้ำที่ชีวิตเรามีอิทธิพลกับเค้าขนาดนั้น (ชีวิตเหมือนดาราก็งี้แหละ :p) .. สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งเราก็ต้องกลับไปมองและยิ้มให้เค้า ที่เค้าทำให้เราก้าวสู่จุดอื่นๆที่ดีขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากประสบการณ์ ความรู้จากกระบวนการคิด การตัดสินใจแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง ที่เราก็หาเรียนที่ไหนไม่ได้ ในขณะที่เค้า ยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์ในใจของเค้าเองอยู่เสมอและตลอดไป ขอให้ทุกคนคิดอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดีดีทั้งนั้น เพราะทุกอย่างมีค่ามากกว่าคำสอน .. เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ :)))

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อุดมการณ์ หรือ ปากท้อง

       เมื่อคำถามนี้เข้ามาแน่นอนเป็นใครก็ต้องชะงัก!! อะไรล่ะที่สำคัญกับชีวิตของเราระหว่าง "อุดมการณ์ หรือ ปากท้อง" .. เอาแล้วสิคะ ไอหมอกจะไปต่อยังไงดี?? อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงมี ว่าชีวิตของเรานี้จะให้เดินเข้าสู่ทางไหน เราวางเส้นทางและทิศทางการเดินของหมากรุกที่เรียกว่า "ชีวิต" ไว้อย่างไร? คนที่มีอุดมการณ์เป็นคนที่มีความคิดความอ่านขั้นเทพ ไอหมอกเชื่อแบบนั้น .. เพราะฉนั้น คนที่มีอุดมการณ์ในชีวิต ไม่มีทางปล่อยให้ชีวิตของตนเองต้องหลุดออกจากสิ่งที่คาดหวังไว้เป็นแน่

       ไอหมอกเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเยอะมาก ทุกคนล้วนมีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ และเดินตามอุดมการณ์อันแรงกล้าด้วยความมุ่งมั่นแทบทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมชีวิตเค้าเหล่านั้นช่างน่าอิจฉาเสียจริงๆ .. หากลองมานั่งมองดูแล้ว ทุกคนที่ยิ่งใหญ่และเติบโตได้ ล้วนแล้วแต่ย้ำคิด ย้ำทำ ตามอุดมการณ์ของตนเองที่ตั้งไว้ .. ไม่ใช่เดินตามอุดมการณ์ หรือความคาดหวังของใคร!!


       อาจมีนักธุรกิจหลายๆคนที่ชอบวาดฝันอุดมการณ์ของตนเองให้ผู้อื่นเดินตาม อันเนื่องจากว่าตนเองเห็นว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุดแล้ว โดยที่เค้าไม่เคยมองเลยว่าสิ่งเหล่านั้นเหมาะสมกับคนอื่นๆด้วยหรือไม่ .. และหลายๆคนรอบๆตัวเค้าผู้นั้น ก็อาจคล้อยตามอุดมการณ์ของเค้าไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเห็นว่าอุดมการณ์นี้น่าจะเหมาะกับตัวเราเองเช่นกัน .. แต่!!! โปรดอย่าลืมนะคะว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ มีความสุขได้ ด้วยอุดมการณ์ของตนเองแทบทั้งสิ้น อุดมการณ์ที่จะนำความสุข ความสำเร็จ และความพึงพอใจในชีวิตเราที่แท้จริงนั้น ต้องเป็นอุดมการณ์ที่เราวาดหวังขึ้นมา ด้วยเหตุผลจากความเป็นไปได้ในชีวิตเรานานาประการ ไม่ว่าจะมาจากบุคคลที่อยู่รอบๆตัวเรา สังคม แนวคิดที่ถูกปลูกฝัง ความเชื่อ การเรียนการสอน หรือแม้แต่ประสบการณ์การรับรู้ต่างๆที่เราได้มา ล้วนแล้วแต่ส่งผลสำคัญของการวาดฝันอนาคตของเราทั้งหมด

       หากวันนี้เราต้องการเป็นบุคคลที่จะมีความสุข จากการมีอุดมการณ์ของตนเองนั้น เราต้องรู้ว่าอุดมการณ์หลักๆของตัวเราเองคืออะไร? เพราะอะไร? และสุดท้ายที่สุดแล้วในชีวิตของเรา เราต้องการอะไร? สื่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้ว่า ทางเดินที่เรากำลังเดินอยู่นั้น เป็นทางเดินที่ถูกต้องแล้วหรือยัง .. ง่ายๆถ้าเราอยากรู้ว่าเส้นทางที่เราเดินมานั้น เป็นอย่างไร? เรามีความสุขกับการเดินทางนี้หรือไม่? ลองหยุดมองย้อนกลับไปแล้วตอบคำถามกับตัวเองว่า .. นี่คือสิ่งที่ชีวิตเราต้องการแล้วหรือเปล่า?

       สำหรับไอหมอก ทางเดินที่ทำให้ไอหมอกได้เดินสู่อุดมการณ์ของตนเองอย่างแท้จริงนั้น สามารถบอกเพื่อนๆได้ง่ายๆ คำเดียวเลยว่า อุดมการณ์ของไอหมอกอยู่ที่ "ปากท้อง" นั่นหมายถึง ความอยู่ดีกินดีของปากท้องของไอหมอกและครอบครัว ความสุขจากการใช้ชีวิต ความพึงพอใจในสิ่งที่เราได้รับ ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากใคร หรือองค์กรใดอยู่ในขณะนั้น หากวันนี้สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในความรู้สึกของเรา แสดงว่าเราเดินตามอุดมการณ์ของคนอื่นอยู่ ซึ่งนั่นเป็นทางเดินที่ ผิด!!!! ถึงเวลาแล้วที่ต้องก้าวเดินตามอุดมการณ์ของเราเอง ไอหมอกเชื่อว่า อุดมการณ์ที่เป็นไปได้ของตัวเราเอง เป็นตัวชี้วัดความสุขของเราทุกอย่างที่เกิดขึ้น การอยู่ดี กินดี มีเงินใช้ มีความสบายใจ ..  แต่ต้องไม่เดินตามความหวัง หรืออุดมการณ์ลมๆแล้งๆของใคร ที่ใช้เราเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่อย่างบ้าคลั่ง!!

   

       อุดมการณ์ของไอหมอกไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากนัก มีเพียงแค่ความคาดหวังที่ว่า สุดท้ายแล้วเราจะสามารถตอบแทนบุญคุณของพ่อและแม่อย่างเต็มความสามารถ ให้คุ้มกับความเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ทำไว้ให้กับลูกๆ .. ให้ท่านได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายที่สุขสบาย ได้พักผ่อนอย่างที่ใจอยากจะทำ ^^

ข้อจำกัดของ "การรอ"

       สำหรับวลีที่ว่า "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" ของบรรพบุรุษเรานั้น หลายๆคนคงเคยได้ยินมามากมายอย่างนับไม่ถ้วน และหลายๆคนก็ตีความหมายไปได้หลากหลายประเด็นเช่นกัน วันนี้ไอหมอกก็เลยอยากจะแชร์ความหมายของวลีดังกล่าว ในความคิดของไอหมอกให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันค่ะ หากเพื่อนๆ มีความคิดเห็นต่างก็เอามาแชร์กันนะคะ ไอหมอกยินดีรับฟังเสมอ ^^

       สำหรับคำว่า "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ถ้าเราแปลตรงตัวก็คืออะไรที่ไม่รีบร้อนหรือเร่งรีบเกินไป ผลที่เรารอย่อมหอมหวานเสมอ แต่ในปัจจุบันอะไรที่เราช้าเกินไป ก็จะเป็นการพลาดโอกาสที่ใช่ว่าจะผ่านเข้ามาในชีวิตกันได้ง่ายๆก็เป็นได้ เนื่องจากในปัจจุบัน วิถีการดำเนินชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปแล้วมากมาย ทุกอย่างตั้งอยู่บนพื้นฐานความเร็ว ใครดีใครได้ ทุกอย่างคือความพยายามต่อสู้ เพื่อที่จะได้มา แน่นอนคนที่มาก่อน เร็วกว่า ย่อมได้สิ่งเลอค่าเหล่านั้นไป


       "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ใช่ว่าจะไม่สามารถสอนเราได้ในปัจจุบัน แต่ไอหมอกเชื่อว่าความหมายของวลีนี้ที่บรรพบุรุษเราคิดไว้ ไม่ได้หมายถึงว่า ให้เราทำอะไรที่ช้าๆ หรือรออะไรที่ต้องใช้เวลาเสมอไป .. ความหมายของทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรพบุรุษเราให้มา ไม่เคยมีความหมายในด้านเดียว ทุกอย่าง ทุกการกระทำ และทุกคำสอน มีความหมายมากมายแฝงอยู่ในตัวเสมอมา ประโยคนี้ก็เช่นเดียวกัน ความหมายของวลี "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม"  นั้นหมายถึง ก่อนที่เราจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว ให้เราตัดสินใจถึงหลักการและเหตุผลอย่างถี่ถ้วนทุกครั้ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด และแน่นอนถ้าเราทำอะไรที่ช้าจนเกินไปแล้ว โอกาสที่ดีเหล่านั้นอาจลอยหายไปได้ในที่สุด ความเร็วต้องมาคู่กับความละเอียดรอบคอบในการตัดสินใจอยู่เสมอ นั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษเราท่านได้สอนไว้

       บางทีการรอคอย อาจเป็นเชือกที่ผูกมัดเราไว้ให้ย่ำอยู่กับที่ กับความฝันอันล้มๆแล้ง ที่อาจเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง หรือเพราะคนอื่นๆ ทุกคนควรมีข้อจำกัดในการรออย่างมีเป้าหมาย มีลิมิตอยู่เสมอ การรอคอยบางเรื่องเป็นเรื่องที่ดี แต่บางเรื่องการรอคอยนั่นแหละที่จะเป็นคนทำร้ายตัวเราเองซึ่งเจ็บปวดที่สุดก็เป็นได้

       วันนี้หากใครที่กำลังรอคอยหลายๆสิ่งอยู่นั้น ลองถามตัวเองดูหรือยังคะว่า ลิมิตของการรอคอยของเราตั้งไว้ประมานไหน กี่วัน กี่เดือน กี่ปี? และอะไรที่จะสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดได้ว่า การรอคอยของคุณนั้นควรจะสิ้นสุดหรือจบลงเมื่อไหร่? .. ผลของการรอคอยของทุกคนอาจไม่หอมหวาน หรือขมขื่นตลอดเวลา เนื่องจากเหตุผลของการรอคอยแต่ละคนแตกต่างกัน แต่อย่าให้การรอคอยของเรา เป็นส่วนทำร้ายเวลา ความคิด ความก้าวหน้าที่ควรจะเกิดขึ้น ต้องชะงักลงในที่สุด .. หากโอกาสที่ดีดีมาถึง อย่าปล่อยให้คำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้กับตนเองว่า "จะรอคอย" มาเป็นตัวผลักให้โอกาสนั้นๆหลุดลอยไป ในห้วงอากาศ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ไม่สามารถเอื้อมคว้ากลับคืนมาได้อย่างแน่นอน .. วันนี้คุณลอง List มาหรือยังว่า ข้อจำกัดในการรอคอยของคุณคืออะไร? ไอหมอกขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่มีเป้าหมายค่ะ ^^

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

“อิสรภาพ” ปัจจัยจูงใจคนทำงานรุ่นใหม่นอกเหนือจากเงินเดือนและสวัสดิการ


       ปัจจุบันหลายองค์กรกำลังประสบปัญหาในการรักษาคนเก่งๆให้อยู่กับองค์กรเนื่องจาก คนทำงานรุ่นใหม่เขาไม่ต้องการแค่เงินเดือน สวัสดิการและตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แต่เขาต้องการอิสรภาพที่เร็วกว่าและมากกว่าที่องค์กรมีให้ และซ้ำร้ายกว่านั้นคือ มีธุรกิจขายตรง ขายหลายชั้น รู้ว่าจุดอ่อนของคนทำงานรุ่นใหม่คือการแสวงหาอิสรภาพ เขาก็นำจุดนี้มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดคนเก่งๆที่ทำงานอยู่ในองค์กรออกไปทำอาชีพอิสระที่ไม่ต้องลงทุน แต่มีไฟก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ตอนนี้คนรุ่นใหม่เปรียบเสมือนแมงเม่าที่กำลังบินเข้ากองไฟ  เพราะตกหลุมพรางของสิ่งล่อใจคือ “อิสรภาพของความสำเร็จ” ที่บอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แม่บ้าน นักศึกษา คนทำงาน ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าดีกว่ามากกว่าอย่างแน่นอน  พร้อมยกตัวอย่างคนประเภทต่างๆที่เข้ามาแล้วประสบความสำเร็จ ทำให้องค์กรต่างๆประสบปัญหาคนเก่งๆกำลังถูกดูดออกจากองค์กรไปยังธุรกิจที่มักจะบอกว่า “อิสระ” ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว อิสระแค่เพียงเวลาและสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่อิสระเทียมนั้นถูกผูกล๊อคด้วยเงื่อนไขต่างๆอีกมากมายที่ดูเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการบังคับ แต่ถ้าไม่ทำตามที่เขากำหนดคุณก็อยู่ในธุรกิจนั้นไม่ได้ หรืออยู่ได้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคำว่าทำงานอิสระนั้นเป็นแค่คำโฆษณาที่สวยหรูเท่านั้น


       ดังนั้น คงจะถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆควรจะให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือกับการบริหารคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสรภาพในด้านต่างๆเพิ่มมากขึ้น จึงขอแนะนำแนวทางในการรับมือกับการบริหารคนบนพื้นฐานของอิสรภาพส่วนบุคคลดังนี้
เลือกสภาพการจ้างได้

       “ไม้บรรทัดไม่สามารถใช้แทนมาตรวัดทุกประเภท(เช่น ปริมาตรน้ำ ความดัน ฯลฯ) ได้ฉันใด สภาพการจ้างแบบเดียวก็ไม่เหมาะสมกับการจ้างคนทุกคนได้ฉันนั้น” 

       ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าสภาพการจ้างแบบเดียวกัน ไม่สามารถจูงใจคนทำงานทุกสาขาอาชีพหรือคนทุกคนได้ ดังนั้น องค์กรที่ควรจะเริ่มมีสัญญาจ้างหรือเงื่อนไขในการจ้างที่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับยังเหมือนเดิมแต่ปลดล๊อคเงื่อนไขบางอย่างให้เหมาะสมกับคนทำงานที่หลากหลายประเภท หลากหลายความต้องการ เช่น สามารถเลือกเวลาทำงานได้ เลือกสถานที่ เลือกลักษณะงานที่ทำ เลือกเงินเดือน เลือกสวัสดิการที่เหมาะสมกับตัวเองได้มากขึ้น

เลือกงานที่จะทำเองได้
       คนสมัยก่อนจบการศึกษาด้านไหนมาก็มักจะเลือกทำงานตรงกับที่ร่ำเรียนมาและมักจะไม่ค่อยเปลี่ยนสายงาน แต่คนรุ่นใหม่หลายคนอยากทำงานที่ไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เพราะตอนเรียนยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร แต่พอเรียนจบถึงรู้ว่าชอบงานอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น องค์กรไม่ควรกำหนดสเปคในการรับคนเข้าทำงานที่แคบเกินไป ถ้าตำแหน่งงานนั้นไม่ใช่ตำแหน่งงานที่ต้องใช้วิชาชีพ ควรเปิดโอกาสให้คนบางคนที่มีความอยาก(ทำงาน)สูงแต่ไม่ได้จบสาขานั้นๆมา และคนรุ่นใหม่มักจะมีการเปลี่ยนความต้องการของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

       ดังนั้น เวลารับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กรในสายงานหรือตำแหน่งงานใดแล้ว ต้องมีระบบในการตรวจสอบว่าเขายังมีความสุขอยู่กับตำแหน่งงานเดิมหรือไม่ หรือเขาต้องการจะเปลี่ยนไปทำงานในตำแหน่งอื่น เพราะบางคนเข้ามาทำงานสักสองสามปีก็พบว่า “ไม่ใช่” เขาน่าจะเหมาะกับงานอื่นในองค์กรมากกว่าและรู้สึกอยากทำมากกว่า องค์กรควรเปิดโอกาสให้คนในองค์กรเลือกงานที่จะทำได้ แต่ถ้าไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในการเลือกและเปลี่ยนงานภายในองค์กรก็อาจจะกำหนดกฎกติกาขึ้นมารองรับก็ได้ เช่น ใครต้องการทำงานตำแหน่งอื่นให้ทำเรื่องเสนอได้ปีละหนึ่งครั้งพร้อมระบุเหตุผลที่ต้องการจะทำ และเหตุผลที่จะทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าสามารถทำตำแหน่งงานนั้นๆได้ และทางผู้บริหารจะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

เลือกเส้นทางสู่ความสำเร็จได้
       แต่ก่อนองค์กรเป็นผู้กำหนดว่าใครจะเติบโตไปยังตำแหน่งไหน เมื่อไหร่ แต่การบริหารคนรุ่นใหม่ให้เขาเป็นผู้กำหนดด้วยตัวเขาเองว่าอีก 3-5 ปี ถ้าเขาทำงานอยู่กับเรา เขาต้องการเติบโตไปยังระดับไหน ตำแหน่งไหน และเขาต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ โดยองค์กรมีหน้าที่ให้ข้อมูล สนับสนุนการพัฒนาตนเองของคนทำงานรุ่นใหม่ และกำหนดเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งที่เป็นไปได้ และได้ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กรกับคนทำงาน

เลือกสถานะความสัมพันธ์กับองค์กรได้
       คนทำงานรุ่นก่อนมีสถานะให้เลือกอยู่เพียงไม่กี่สถานะ เช่น เป็นพนักงานประจำ เป็นพนักงานชั่วคราว เป็นพนักงานสัญญารายปี แต่คนรุ่นใหม่ต้องการทางเลือกที่มากกว่าและยืดหยุ่นกว่าคนทำงานรุ่นเก่า เช่น สามารถเลือกได้ว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีความสัมพันธ์กับองค์กรแบบไหน เช่น เลือกที่เป็นลูกจ้างประจำ เลือกได้ว่าจะทำงานกินค่าคอมมิชชั่นอย่างเดียว เลือกที่จะเป็นพนักงานชั่วคราว(Part-Time) เลือกรับทำงานเป็นชิ้นๆจากองค์กร เลือกเป็นผู้รับจ้าง (Outsource) เลือกที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ (Partner) เลือกที่จะเป็นที่ปรึกษา (Advisor) และอาจจะเลือกได้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับองค์กรในสถานะนั้นๆนานแค่ไหน และสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะจากรูปแบบหนึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการลาออกของคนเก่งๆ และเพื่อป้องกันต้นทุนแรงงานขององค์กรสูงเกินกว่าความเป็นจริง เพราะไม่ว่าองค์กรจะจ้างเขารูปแบบไหน สิ่งที่เป็นเงื่อนไขหลักๆคือ “ผลงาน” ที่คุ้มค่า ส่วนคนทำงานคือ “อิสระ” ที่เลือกทำงานได้ตามความต้องการของชีวิตแต่ละช่วงเวลา

       สรุป การบริหารคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องยากหากองค์กรเข้าใจธรรมชาติของเขา นำเอาสิ่งที่เขาเป็นมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการบริหารให้เหมาะสม โดยยึดความสมดุลระหว่าง “ผลประโยชน์ขององค์กร” กับ “ความต้องการของคนทำงาน” ซึ่งนอกจากผลตอบแทนที่คุ้มค่า ความก้าวหน้าที่เลือกได้แล้ว คนรุ่นใหม่มีความต้องการเรื่อง “อิสรภาพในชีวิต” เพิ่มมากขึ้นด้วย

       ดังนั้นองค์กรไหนต้องการบริหารคนรุ่นใหม่ให้ได้ทั้งใจและผลงาน คงต้องเตรียมตัวปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารคนตั้งแต่เริ่มจ้างคนจนถึงการพ้นสภาพไปจากองค์กรเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าองค์กรไหนปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีกว่าและเร็วกว่า น่าจะสร้างความได้เปรียบในการบริหารคนรุ่นใหม่ในอนาคตได้ดีกว่าอย่างแน่นอน


แนะนำโดย : คุณทิพจุฑา ดุเหว่า
ที่มา : คุณณรงค์วิทย์ แสนทอง

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

คุณสูญเสีย "ความเป็นตัวเอง" เพราะงานหรือเงิน .. ไปแล้วหรือยัง?

       สวัสดีเดือนเมษายน เดือนแห่งความร้อนแรง อุ่ย!! ใจคนอย่าเผลอร้อนไปด้วยนะคะ วันนี้ไอหมอกมีเรื่องราวแนวคิดดีดีจากเพื่อนคนหนึ่ง เราอาจมองว่าเค้าอาร์ตๆ นิดนิด อินดี้หน่อยหน่อย แต่พอพูดถึงแนวคิด อั้ยย่ะ .. ใช่ย่อย ลองมาดูกันค่ะ ว่าเพื่อนไอหมอกคนนี้ เค้าแชร์อะให้ให้เรากันบ้าง

       ข้อมูลส่วนตัวของผม "วีรยุทธ เตจ๊ะ - หนุ่ม" ปัจจุบันทำงานตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ผมทำงานที่ผมรักมาถ้านับตอนนี้ก็ประมาณ 2 ปี กับ 26 วัน"

       เคยที่ท้อแท้ใจไม่อยากที่จะทำงานกันมั้ยครับ? ... ช่วงก่อนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยอยากจะทำงานสักเท่าไหร่ ทั้งที่ว่า เมื่อก่อนนี้ ผมคิดว่า ผมกับการเขียนโปรแกรมนั้น เป็นเหมือนกับคู่แท้ที่แยกจากกันไม่ออก แต่มาตอนหลังนี้ ผมรู้สึกท้อแท้ใจ และรู้สึกลำบากใจที่จะต้องเขียนโปรแกรม ... ทุกครั้งที่ผมเห็นโปรเจ็คใหญ่ๆ ผมได้แต่คิดว่า “อืม ... มันก็ดีนะ ... แต่ เมื่อไหร่จะเสร็จ แล้วต้องใช้อะไรบ้าง? ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่ต้องการล่ะ? “ สารพัดปัญหาที่ผมจะสรรหามาใช้เพื่อ เรื่องเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเขียนโปรแกรม คือไม่เอาแล้ว ไม่อยากไปทำแล้ว ... มันเป็นเพราะอะไรกัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ราวๆ 7 – 8 ปี ผมคลั่งไคล้มันมาก ?


       ผมย้อนกลับมาคิดว่ามันเป็นเพราะอะไรกัน ที่ทำให้ผมไม่อยากเขียนโปรแกรม ไม่อยากทำในสิ่งที่ผมเคยชอบ ผมคิดอยู่นาน เป็นเดือน แล้วสุดท้ายผมก็คิดออก ... อันดับแรกคือ

       “ผมเปลี่ยนจากความชอบเขียนโปรแกรมที่มีอยู่เป็น Passion ไปเป็นการทำเพื่อเงิน”

       บ้านผมจนครับ การจะมาเรียนปริญญาตรีของผมนี่ค่อนข้างลำบาก ผมพยายามงัดข้อกับทางบ้านอยู่นาน เพราะมาเรียนมันใช้ทุนสูง แต่ผมก็กระเสือกกระสนมาเรียนปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จนได้ เพราะความชอบแบบสุดๆ ชอบมาก่อนหน้านี้แล้ว ชอบมาก่อนที่จะรู้ว่า คนที่มาสายนี้ต้องเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือ วิศกรรมคอมพิวเตอร์ ผมเรียนช่างยนต์มาก่อนหน้านี้ครับ พกหนังสือช่างไปเรียนวันละเล่ม นอกนั้นอีกสามเล่ม เป็นหนังสือพวกทำเว็บ เขียนโปรแกรม แต่เนื่องด้วยความที่อดอยากอดกลั้น เข้ามาเรียนด้วยความลำบาก ผมเลยคิดว่า ถ้าผมจะหารายได้พิเศษ ผมจะต้องหามาจากความรู้ที่มี ผมก็ไล่หางาน โดยหวังว่าจะเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์ในสมัยเรียน ... ทั้งทีไม่มีคอนเน็คชั่นใดๆเลยไม่มีงานเข้ามาเลยครับ ... แต่สวรรค์ก็ไม่ได้ใจร้าย ในอีกประมาณปีครึ่ง ผมหางานไปเรื่อยๆจนมีคนให้โอกาสผม ให้ผมทำเว็บไซต์ E-Commerce

       งานนี้เป็นงานแรก และผมได้เงินมาประมาณ 12,000 บาท ... ผมก็ตาโตสิครับ ไม่เคยได้เงินเยอะขนาดนี้มาก่อน เอาแค่ว่าพ่อแม่ให้เงินมาวันละร้อยนี่ ผมก็ว่าเยอะแล้ว ผมก็กระหยิ่มใจ ไล่หางานฟรีแลนซ์ทำอีกเรื่อยๆ

       และตรงจุดนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนครับ ผมทำทุกอย่างเพื่อเงิน โปรเจคเล็ก โปรเจคใหญ่ ผมไล่เก็บมันให้หมด และตั้งแต่วันนั้นมา ชีวิตผมก็เริ่มหมดความสุขจากการเขียนโปรแกรมไปทีละนิด ... ผมคิดแต่เพียงว่ามันเป็นแค่เครื่องมือสำหรับหาเงินเท่านั้น ผมยิ่งเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ในเรื่องที่คิดว่าจะหาเงินได้ และทำงานอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่เคยมีความสุขเลย ... เพราะทุกสิ่งที่ผมทำ ผมพัฒนาตัวเอง ... “ผมทำไปเพื่อคนอื่น”

       ผมขายวิญญาณไปให้คนอื่น ผมสูญเสียความเป็นตัวเองไป ผมเป็นแค่โปรแกรมเมอร์ที่ทำตามคำสั่งของคนอื่น เขาให้ทำอะไร ยอมทำ แม้ว่าจะมีวิธีที่ดีกว่า หรือเทคโนโลยีที่ดีกว่า ผมก็ไม่เอา ผมเลือกที่จะทำเพื่อเงินเท่านั้น ... มีชีวิตไปวันๆ เพื่อหาเงิน ... แต่ผมก็ไม่เคยไปไหนได้ไกล และ ผมก็เริ่มหมดความสุขในชีวิตการเขียนโปรแกรมตั้งแต่นั้นมา

     จากการที่เคยพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว เพราะแรงผลักดันข้างในใจของตน กลายเป็นเหมือนโปรแกรมเมอร์ที่เป็นหุ่นยนต์ พอผมคิดได้ เหมือนผมตื่นจากฝันเลยทีเดียว มันเหมือนผมตื่นมาใหม่ ผมเริ่มปรับความคิดใหม่ เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสอีกครั้ง

       เมื่อผมได้จับโปรเจคอะไรสักอันหนึ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ ผมจะคิดแค่ว่า “โอเค เรารับผิดชอบทำในส่วนนี้ เราทำให้จบ รับเงิน แค่นี้พอ” ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ “โอเค เรารับผิดชอบตรงส่วนนี้ มันน่าจะเป็นแบบนี้ อืม ... มันน่าจะมีระบบแบบนี้ เพื่ออำนวยสะดวกแบบนี้” ผมเริ่มคิดใหม่ เหมือนกับเป็นเจ้าของโปรเจค เหมือนโปรเจคนั้นมันเป็นของผมเอง ลองคิดดูสิครับ ว่าถ้ามันเป็นของเรา ไม่ใช่แค่ “งานของเรา” เราจะรู้สึกยังไง?

       ผมพร้อมที่จะทำทันที และสรรหาทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเนรมิต ให้งานมันออกมาดีที่สุด ไม่ใช่แค่งานตรงส่วนนั้น ... แต่เป็นทุกภาคส่วนของโปรเจคนั้นๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นของเราจริงๆ

       ดังนั้น เรื่องการทำเพื่อเงิน สำหรับผม อันนี้จบไปแล้วครับ กลายเป็นว่า ทำเพราะเรารู้สึกรัก และห่วง เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นโปรเจคของเรา ไม่ใช่แค่งาน

       ความคิดต่อไปคือ ถ้าเมื่อก่อนจะคิดว่า “เราจะทำให้เค้าเยอะทำไม ทำเท่าที่สั่งก็พอ ทำไปเราก็ไม่ได้รวยหรอก คนสั่งนู่น ที่รวยเอารวยเอา โปรเจคก็ใช่ว่าจะเป็นของเรา ฉะนั้น ทำแค่ที่สั่งก็พอ”

       อันนี้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ครับ ผมย้อนกลับไปคิดถึงสมัยก่อน งานหลายๆงานผมก็ไม่ใช่ว่าจะได้เงิน เช่น บางทีผมก็ช่วยเพื่อนเขียนโปรแกรมที่มันยากๆ เพราะหวังจะเรียนรู้จริงๆ ... งานของตัวเองไม่ใช่ นั่งคิด นอนคิดตั้งสามวัน ... พอคิดออก ลุกออกจากเตียง เปิดไฟ มานั่งเขียนโปรแกรม ตามไอเดียที่เพิ่งผุดขึ้นมา ... หรือบางที ผมก็ไปนั่งเรียนวิชาโปรแกรมมิ่ง ของอีกห้องหนึ่ง ฟรีๆ นอกเวลาเรียนของตนเอง โดยที่ไม่ได้คิดอะไร หวังแค่ว่า อยากเขียนโปรแกรมได้ อยากเขียนโปรแกรมดี แค่นั้นเอง สมัยนั้นผมทำหลายๆอย่างที่ไม่ได้ผลประโยชน์โดยตรงเป็นตัวเงิน แต่ผมก็มีความสุขดี

       ฉะนั้น ผมจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ ว่า ในการทำงานทุกๆงาน ไม่ใช่แค่งานเขียนโปรแกรม ทุกๆงานนั้นคือการเรียนรู้ แน่นอน เจ้าของโปรเจคได้เงินอยู่แล้ว แต่นั่นก็เพราะเขามีทุน ตอนนี้เราก็เรียนรู้จากการทำธุรกิจของเขาสิ เราก็ดู ว่าเขาจะมีวิธีหาช่องทางทำเงินยังไง อะไรคือปัญหาของเขาในการทำธุรกิจ ความรู้เราก็ได้ ทักษะเราก็คมขึ้น เพราะเราได้งานที่ยากๆ เงินค่าจ้างก็ได้ เหมือนกับเรามาฝึกงาน แล้วได้เงินด้วย ฉะนั้น ยังไงเราก็กำไรอยู่แล้ว ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเงิน ... พอเปลี่ยนไปคิดแนวบวก มันก็ได้ผลบวกไปด้วย

       เมื่อความคิดมันเป็นไปในด้านบวก จะทำอะไรมันก็ได้ผลดี ... ขนาดปัญหาที่คนทั่วไปมองว่าน่าเบื่อ เราก็ดันมองเห็นเป็นข้อดี ... ทีนี้ พอทำงานก็มีความสุขครับ ... ยิ่งมีความสุข มันก็อยากจะทำอีกเยอะๆ เพราะว่าจะได้เรียนรู้ ได้ความภาคภูมิใจ ได้เงินมาใช้อีกต่างหาก

       มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “Do What You Love The Money Will Follow” หรือแปลได้ว่า “ทำในสิ่งที่คุณรักแล้วเดี๋ยวเงินมันจะตามมาเอง” ชื่อเรื่องตรงตัวครับ ถ้าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก มีโอกาสที่จะเลิกทำสูง พอเลิกทำ ก็ไม่ได้เงินอีก มีเพื่อนหลายๆคนที่รู้จักกันกลับมาพบกันอีกที เล่าความอึดอัดใจว่า “เลิกเป็นดีกว่าโปรแกรมเมอร์ เป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ในไทย อยู่ไปก็ไม่รวย ทำงานก็เยอะ ดันถูกกดราคาอีก นี่ไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า!!! ” ก็จริงครับ สภาวะงานของโปรแกรมเมอร์ในไทยนี่ค่อนข้างลำบากครับ เนื่องจาก ช่วงหลังมานี้ ค่านิยมของการเรียนสายไอทีมีมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตเร็วมากๆ เด็กไทยในยุคปัจจุบัน จึงเลือกเรียกสายไอที ด้วยแนวคิดที่ว่า เรียกสนุก สอบสบาย หางานก็ง่าย เงินก็ดี ... ซึ่งก็ไม่ทราบว่าใครไปบอกเด็กนะครับ ว่างานมันสบายจริงหรือเปล่า เด็กที่เข้ามาหลายคนก็ติดเกมมาก่อน และคิดว่า ไหนๆก็คลุกคลีอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ดังนั้น เรียนสายไอทีนี่ ง่ายสบาย เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

       แต่พอเข้ามาเรียนจริงทุกอย่างกลับเป็นคนละเรื่อง ราวกับฟ้ากับเหว วิชาทฤษฎีมีราวๆ 80% อีก 20% เป็นวิชาปฏิบัติ ซึ่ง เวลาเรียนจำกัดจำเขี่ยเอามากๆ ถ้าหวังเรียนเอาตามหลักสูตรแล้วหวังว่าจะเก่งคงเป็นไปได้ยาก อันนี้ต้องโทษหลักสูตรบ้านเราด้วยครับ ที่เรียนอย่างละนิดหน่อย ไม่ได้ลงลึก จะมีก็แต่คนที่ชอบจริงๆเท่านั้น ที่จะหมกมุ่นอยู่กับคอมพิวเตอร์ได้ทั้งวัน สังเกตได้ว่าหลายคนที่เรียน จะบ่นว่าต้องไปสอบอีกแล้ว อ่านแล้วไม่เข้าใจ เรียนแล้วไม่มีความสุข  เด็กไม่รู้ เพราะคิดว่ามันจะสนุก คิดอย่างเดียวว่า ต้องเรียนให้รอด เพราะสายนี้ยังไงก็หางานง่าย แต่ปรากฏว่า พอจบออกมา ต้องมาแข่งขันกับคนหางานสายไอทีทั่วทั้งประเทศไทย ที่กำลังหางานเหมือนกัน คนเก่าปีนี้ยังหางานไม่ได้ คนปีหน้าก็จะตามมาแย่งงานกันอีก

       สุดท้ายงานสายไอทีในไทย ก็วนเวียนเป็นวัฏจักร  เด็กหาสาขาเรียน เลือกเรียนไอที เพราะคิดว่าหางานสบาย เงินเยอะ แต่ไม่ได้ชอบจริงๆ เลือกเพราะเห็นว่าเงินเยอะ หางานง่ายอย่างเดียว (เพราะได้ยินมา) พอมาเรียนไม่มีความสุข .. เลยไม่ตั้งใจเรียน เรียนเอาแค่พอผ่าน ... จบมา หางานยากมาก เพราะไม่เคยได้ฝึกฝนมา เรียนเอาตามหลักสูตรมา เพราะคิดว่ายังไงมันก็หางานง่าย ... ทีนี้พอได้งานมา ก็ไม่มีความสุขอีก เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

       จะเห็นได้เลยว่า การที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องกับตนเองมากเกินไป ทำให้สูญเสียตนเอง หรือแม้กระทั่ง เลือกเส้นทางให้กับชีวิตของตนเองผิดไป โดยลืมไปว่า “จริงๆแล้วเราชอบอะไรกันแน่?” อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ถ้าเราทำในสิ่งที่มีความสุข ชีวิตก็มีสุข พอมีความสุข ก็จะทำงานได้เยอะ ยิ่งทำเยอะ ก็จะมีความรู้ความชำนาญเยอะ พอมีความชำนาญเยอะก็จะมองหาโอกาสในชีวิตได้มากกว่าคนอื่น และเงินมันก็จะไหลมา เทมาเองครับ

       ก่อนปิดท้าย ลองสังเกตว่า ทำไมโปรแกรมเมอร์ต่างประเทศถึงมีค่าจ้างสูง เป็นเพราะเขาเหล่านั้นเก่งชนิดที่ว่าตามไม่ติดเลยอย่างนั้นเลยหรือ ... จริงๆแล้วต่างประเทศก็ยังขาดแคลนโปรแกรมเมอร์ดีๆนะครับ ที่อยู่รอดมาได้และมีค่าจ้างสูงๆ คนเหล่านั้นเป็นคนที่หลงรักในสิ่งที่เขาทำจริงๆ และ เขาไม่ได้ทำเพื่อเงินแต่เพียงอย่างเดียว ทุกๆวันเขาอุทิศให้การเขียนโปรแกรม เขียนโปรแกรมทื่ทำงานแล้ว กลับมายังนั่งเขียน Open Source ร่วมกับนักพัฒนาคนอื่นๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เงินอะไรเลย

       แต่นั่น ทำให้เขามีราคา เพราะบริษัทต่างๆคิดว่า คนเหล่านั้น สามารถสร้างคุณค่าให้กับบริษัทได้อีกมากมาย ซึ่งการที่จะหาคนอื่นมาแทนที่คงทำได้ยาก เพราะองค์ความรู้ที่สะสมมามากมาขนาดนั้นไม่ใช่ปลูกฝังแค่ปีสองปี และนั่น ก็ทำให้โลกเทคโนโลยีของต่างประเทศเจริญเฟื่องฟู... ลองย้อนกลับมามองบ้านเรา จะมีโปรแกรมเมอร์สักกี่คนที่เลือกใช้เวลาของตนเองเพื่อสร้างสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไอที นอกจากใช้เวลาของตนเองทำงานพิเศษ เล็กๆน้อยๆ สุดท้ายก็เหนื่อย เบื่อ และหันไปหาหนทางอื่น

       จงทำในสิ่งที่รักให้ได้ก่อนครับ แล้วเงินทองชื่อเสียงมันจะตามมา ... และถ้าทำในสิ่งที่รักไม่ได้ ก็จงรักในสิ่งที่ทำ มีความสุขกับทุกสิ่ง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และชีวิตของเราก็จะสวยงามที่สุดครับ


บทความโดย : คุณวีรยุทธ เตจ๊ะ และ Softbankthai