วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

เราเป็น "หมาขี้เรื้อน" อยู่หรือไม่?

       จากการที่อ่านนิทานเรื่องนี้ ทำให้ไอหมอกรู้สึกว่า นิทานเพียงเรื่องเดียว เราสามารถเปลี่ยนความคิดได้มากมายขนาดนี้เลยหรอ วันนี้จากการที่เราเป็นคนที่มีมุมมองด้านที่ทำให้ใจไม่สงบ ไม่นิ่ง เราคงจะไม่มีความสุข เป็นเหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่อยู่ที่ไหนก็ต้องขวนขวายไปเรื่อยๆ เพราะโทษว่า สถานที่นั่นไม่ดี ทั้งๆที่เป็นเพราะหัวใจเราไม่คิดที่จะ "พอ" เอง วันนี้ไอหมอกเลยนำบทความนี้มาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ได้อ่านกันค่ะ คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆได้มากมายเลยทีเดียว ^^

       ลูกชายนักธุรกิจใหญ่ มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่ …..  บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอก จึงบวชอย่างเสียไม่ได้
     
       เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน  แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

       ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด  และชอบอวดรู้ ยกหูชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

       อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไร เอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัยรวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้น ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

       เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตา พลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ

       เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหมเจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักทีเลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้น มันหารู้สักนิดไม่ว่าเจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหากพูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว

 

       ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

       “อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อน ขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา” โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย  แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่าหมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

       ถ้าเรายังเป็นโรคอยู่ในใจ ไม่พอใจอะไรซักอย่าง เงินเดือนน้อย หน้าที่การงานไม่พัฒนา ตำแหน่งไม่ไปไหน ไม่ว่าเราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็ไม่พอใจ สถานที่เหล่านั้นไม่ดี คนไม่ได้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยได้ดูตัวเองเลยว่า เราพัฒนาการทำงานของเรามั้ย ขวนขวายหาความรู้หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเลย

บทความจาก ธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

กระต่ายกับเต่า ฉบับปริญญาโท

       กาลครั้งหนึ่ง เจ้าเต่ากับกระต่าย เถียงกันว่าใครเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลงที่จะ วิ่งแข่ง ก็มีการกำหนดเส้นทางวิ่งแล้วก็เริ่ม การแข่งขัน เจ้ากระต่ายนำโด่งมาไกลก็เลย ชะล่าใจ คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้ซักแป๊บนึงก่อนค่อยแข่งต่อก็คงดี ไปๆมาๆก็ง่วงสิ ตื่นมา อีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว


       นิทานตอนนี้สอนให้รู้ว่า... ช้าๆแต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้(เหมือนกัน) นี่เป็นเวอร์ชั่นเดะๆที่เราคุ้นหูกัน ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง ต่อเลยนะ....

       เจ้ากระต่ายสันหลังยาวก็รมณ์บ่จอยตามระเบียบที่แพ้ มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง มันก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองเกินไปบวกกับความขี้เกียจ ของมันนั่นแหละที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง เฮ้ย..เมื่อกี๊ฟลุ้คอ๊ะป่าว แน่จริง..ใหม่เด่ะ


       เจ้าเต่าก็ตกลง "ย่อมได้ไอ้น้อง".... แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่นกระต่ายชนะขาดลอย

       เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ?... ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนสองคนในองค์กรของเรา คนนึงช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไรๆไม่เคยพลาด ไว้ใจได้แน่นอนในผลงานของเขา เทียบกับอีกคนนึงที่เร็วและก็พอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้นๆมากกว่า (ซิกแซกไม่เป็น อะไรลัดได้ เร็วได้ก็ไม่กล้าเสี่ยงไม่กล้าทำ ผลงานก็เลยน้อยมั้ง) ไอ้ช้าแต่ชัวร์น่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและพอใช้ได้นี่ดีกว่า....

       เรื่องยังไม่จบแค่นี้... คราวนี้ถึงทีเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะกระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ว่าย่อมได้อยู่แล้วเพ่ พอการแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้อออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง “เฮ้ย!!!..เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะตู...” เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย เจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำไงดี จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็จ๋อมลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย


       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.... พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด ย๊างงง ยังไม่พอ มีต่อ.... ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกัน การแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุดจะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น ดังนั้น พวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบทีมเวิร์ค เริ่มต้นเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำแล้วเจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน

ผลการแข่งครั้งนี้ สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย(ตัว)มากกว่าการแข่งครั้งก่อนๆหน้านี้ 

       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งคนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะกับสถานการณ์ให้ผู้ที่มีความถนัดกับสถานการณ์นั้นๆเป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความความล้มเหลวได้เกิดขึ้น กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้น และเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้วในชีวิต

       เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม บางครั้งก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ๆที่แตกต่างออกไปและในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่างเลย นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคล แล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้นมาก

ที่มา ธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน 

บริหารงานแบบ โฮ เรน โซ

       ช่วงนี้ดูไอหมอกจะสนใจหลักการบริหารงานเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเนื่องมาจากสาเหตุใด แต่อาจเป็นเพราะรักที่จะเรียนรู้เรื่องการบริหารงานก็เป็นไปได้นะคะ วันนี้มีแนวทางการบริหารที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆกัน กับหลักการบริหารงานสไตล์คนญี่ปุ่น ผู้ซึ่งทำงานออกมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก!! กับหลักการบริหารแบบ โฮ เรน โซ (Hou Ren Sou) เอ๊ะ .. แล้วเจ้าโฮ เรน โซ ที่ว่านี่มันคืออะไร อยากรู้จริงค่ะ

 

       คำว่า โฮ เรน โซ (Hou Ren Sou) เป็นคำเรียกสั้นๆ ที่เราใช้เรียกกันในเชิงของการบริหาร ซึ่งคำว่า Hou มาจากคำว่า Houkoku หรือ Report , คำว่า Ren มาจากคำว่า Renraku หรือ Frequent Communication และคำสุดท้ายคำว่า Sou มาจาก Soudan หรือ Discussion เรามาขยายความหมายของทั้ง 3 คำกันค่ะ

       Hou = Houkoku หรือ Report หมายถึง การรายงาน ซึ่งการรายงานผลการทำงานไม่ว่าจะในสถานะของเนื้องานแบบไหน เราจำเป็นต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานให้หัวหน้างานรับทราบทุกครั้ง ถึงความสำเร็จของการทำงาน หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องรายงานผลแบบตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ในการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

       Ren = Renraku หรือ Frequent Communication  หมายถึง การประสานงาน เป็นส่วนสำคัญของการทำงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากความร่วมมือซึ่งกันและกันในแต่ละส่วนงานเป็นผลให้เกิดความราบรื่นของทุกส่วนงาน รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีของแต่ละฝ่ายอีกด้วย

       Sou= Soudan หรือ Discussion หรือ การปรึกษา แนวคิด การวางแผน การตัดสินใจทุกอย่างล้วนรอบคอบและประสบผลสำเร็จหากร่วมกันคิด ช่วยกันทำ นั่นคือที่มาของคำว่า "หลายหัวดีกว่าหัวเดียว" ให้ไอเดียของแต่ละคน สามารถเป็นตัวจุดประเด็นต่อยอดการทำงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

       ซึ่งหลักการทำงานทั้ง 3 อย่างนี้เป็นหลักการทำงานที่ชาวญี่ปุ่นยึดถือมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลให้การทำงานของชาวญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นมืออาชีพในการทำงาน ซึ่งคนไทยเรายังขาดส่วนนี้ไปมาก ไอหมอกเชื่อว่า การทำงานทุกอย่างจะสำเร็จไปได้อย่างราบรื่น ต้องมาจากความร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมสมองกันอย่างไม่หยุดยั้ง หากคนไทยเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้านความคิด คนไทยเราต้องสามารถแซงหน้าประเทศอื่นๆได้อย่างรวดเร็วก็เป็นได้

ที่มา .. ขงจื้อ และ Softbankthai

หัวหน้าที่ลูกน้องยอมรับ

       สวัสดีเพื่อนๆ อีกครั้งเช่นเคย วันนี้ไอหมอกขอต้อนรับเพื่อนๆในเดือนมีนาคม กันด้วยบทความดีดีที่ได้ไปอ่านมาจากธนาคารซอฟท์แวร์ ร่วมแรงและแบ่งปัน มาเพื่อแชร์ให้กับเพื่อนๆได้อ่าน และรู้ถึงแนวคิดของผู้เขียนกันว่า "อะไรที่ทำให้ลูกน้อง ยอมรับในตัวเรา?" คำถามนี้หลายๆคนที่อยู่ในตำแหน่งหัวหน้างาน ผู้บริหาร หรือไม่เว้นเจ้าของกิจการ ต่างก็คิดหาทางออกให้เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรัก บางทีเราก็ดูว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน แต่ใครจะรู้ว่าหลายๆคนได้ประสบความสำหรับในการเป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราลองมาดูกันว่า วิธีไหนที่หัวหน้าอย่างเราๆ จะได้ใจจากลูกน้องกันบ้าง

       เรามาเริ่มกันที่ "บันได 4 ขั้น เพื่อก้าวเป็นหัวหน้างานที่ลูกน้องยอมรับ"   เป็นประเด็นแรกกันก่อนเลยนะคะ

1. เป็นหัวหน้า ต้องขยันทุ่มเท เรียนรู้งาน ใผ่รู้อยู่เสมอ
       เพื่อนๆที่เป็นหัวหน้างานคงไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า ลูกน้องมาปรึกษาและหาช่องทางเพื่อแก้ไขปัญหา แต่หัวหน้าอย่างเราๆ ไม่สามารถให้คำปรึกษาได้ เอาละสิคะ ประเด็นนี้ขึ้นมาปุ๊กไอหมอกรู้สึกถึง ความรู้สึกแย่ข้างใจจิตใจของเราขึ้นมาได้ทันที ทำไมเราเป็นหัวหน้าที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้ แค่นี้ก็ให้คำปรึกษาและชี้แนะลูกน้องไม่ได้ เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาแล้ว แน่นอนหัวหน้าอย่างเราๆ ไม่อยู่นิ่งเฉยเป็นแน่ การเรียนรู้เท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น การเป็นหัวหน้าต้องทุ่มเท ขยันศึกษาหาความรู้ เพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์ให้กับลูกน้องได้ หากเราคิดในทางกลับกัน เราก็คงไม่อยากได้หัวหน้าที่ไม่สามารถช่วยเราคิดอะไรได้เลย ถูกต้องมั้ยคะ

2. รู้จักถ่ายทอดความรู้ สอนงานเป็น ให้คนอื่นทำงานได้
       ประเด็นนี้ไอหมอกคิดว่าเป็นข้อสำคัญของการเป็นหัวหน้าเลยค่ะ ในการที่เรามีความรู้ความสามารถแต่เก็บอมพะนำไว้คนเดียว หวงความรู้ไม่สอนใครราวกับเป็นงูจงอางหวงไข่นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า คุณยังไม่มีสัญชาตญาณความเป็นหัวหน้าที่ดีได้นั่นเอง การเป็นหัวหน้าคนต้องรู้จักสอน สอนให้เป็น สอนให้เก่ง เพื่อให้ลูกน้องของเรา เก่งขึ้นไปเรื่อยๆและเก่งมากกว่าเราได้ยิ่งดี เมื่อเราสอนแต่ไม่ไว้วางใจให้ลูกน้องได้ทำงานจริงๆเองบ้าง ทุกอย่างที่เราสอนมาไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ การให้ลูกน้องทำหน้าที่สำคัญแทนเรา เป็นการแสดงให้เห็นว่า เราไว้วางใจเค้ามากน้อยแค่ไหน นั่นแหละค่ะลูกน้องของเราจะกลายเป็นคนที่รักในการทำงานอย่างเต็มที่ และสามารถทำงานแทนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

3. รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจแก้ไขปัญหา
       การเป็นหัวหน้างานที่ดีต้องสามารถวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วบนพื้นฐานของความถูกต้อง ซึ่งการที่เราจะแก้ไขปัญหาสักอย่างหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่เราพึงจะต้องมีนั่นคือ ข้อมูลของสาเหตุตัวปัญหานั้นๆ หากหัวหน้างานไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด และแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีไหน แสดงว่าหัวหน้าคนนั้นๆ ไม่ได้มีข้อมูลที่สำคัญอยู่ภายในแนวคิดเอาซะเลย กังนั้นหัวหน้าต้องเปิดใจกล้างเพือ่รับเอาความรู้ ข้อมูลสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารงานได้อย่างคล่องแคล่ว และแก้ปัญหาได้ตรงจุดอย่างน่าภาคภูมิใจในสายตาของลูกค้า

4. วางแผนบริหารงาน บริหารคน อย่างเป็นธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดี
       ข้อนี้มีคำอธบายอยู่ในประโยคของมันอย่างดีเยี่ยมอยู่แล้ว หัวหน้าทุกคนต้องมีความคิดเป็นผู้บริหาร บริหารงานและบริหารคนให้สามารถเดินต่อไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพ ใช้หลักธรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการปริหาร ไม่ใช้ความลำเอียงในการตัดสินปัญหา และที่สำคัญเราต้องการลูกน้องที่น่ารักแบบไหน ให้เราเป็นหัวหน้าที่น่ารักแบบนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้องสืบต่อไป

       เรามักพบว่า หัวหน้างานหรือผู้จัดการที่ไม่ประสบความสำเร็จ มักเกิดจากคุณลักษณะส่วนตัวและพฤติกรรมการกระทำที่ไม่เหมาะสมซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวนำมาเกี่ยวข้องกับงาน ทำให้ลูกน้องประเมินว่าไม่เหมาะสม ทำให้ขาดความเชื่อถือไว้วางใจ ไม่ให้ความร่วมมือ ดังนั้น พฤติกรรมการกระทำต่างๆ ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีอาจเป็นสาเหตุให้ตำแหน่งหัวหน้างานที่มีคุณภาพนั้นหลุดมือของคุณไปอย่างง่ายดาย เพียงเพราะหัวหน้าไม่เป็นที่ยอมรับจากลูกน้อง และเมื่อหัวหน้าไม่มีลูกน้อง แล้วจะเป็นหัวหน้าที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร?

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การบริหารความกดดันทางธุรกิจ

       ตอนที่แล้ว "เปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สไตล์ Gen Y" เราได้พูดถึง ความคิดของ Peter Sheahan น่าสนใจเพราะเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการคิด การพูด และการเขียนจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “A next generation thinker.” นักคิดของคนยุคต่อไป วันนี้เรามาดูกันต่อว่า เมื่อเกิดความกดดันขึ้นกับธุรกิจของเรา เราจะทำยังไงต่อไปดี



       แล้วเราจะต้องทำอย่างไร เมื่อมีความกดดันเหล่านี้เกิดขึ้นกับธุรกิจของเรา Peter Sheahan แนะนำว่าควรทำสิ่งต่อไปนี้

       •      สำรวจด้วยตนเองว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นความกดดันต่อตัวคุณและธุรกิจของคุณ เกี่ยวกับเรื่องเวลาและสถานที่ (Time and space) ให้เขียนรายการสิ่งที่เป็นความกดดันออกมาเป็นข้อๆ เพื่อนำไปศึกษาหาแนวทางเปลี่ยนแปลงแก้ไขต่อไป

       •      ให้คิดถึงความซับซ้อน (Complexity) ที่โยงใยและมีผลกระทบมาถึงตัวคุณและธุรกิจของคุณ แต่สิ่งสำคัญที่คุณต้องพิจารณาคือ ความซับซ้อนที่กำลังเกิดขึ้นจะมีผลกระทบอะไรต่อลูกค้าของคุณบ้าง และคุณมียุทธศาสตร์อะไรในการลดความซับซ้อนนั้นลงในกระบวนการทำธุรกิจของคุณ ทำอย่างไรให้สิ่งต่างๆในธุรกิจของคุณมีความง่าย(Simplifying)มากขึ้น

       •      จัดทีมงานรับผิดชอบในการศึกษาเพื่อขจัดความล่าช้าในขั้นตอนต่างๆของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขั้นตอนการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรธุรกิจของคุณ และขั้นตอนการติดต่อสื่อสารภายนอกองค์กรกับลูกค้าและตลาดธุรกิจของคุณ

       •      ถามตนเองว่าเราจะเพิ่มมูลค่าอะไรให้ลูกค้าได้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งในรูปสินค้าและบริการ

       นำเอาสิ่งที่เราคิดสำรวจได้ข้างต้น เข้าสู่การระดมสมองของคณะผู้บริหารเพื่อหาหนทางปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจเพื่อตอบสนองความกดดันที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจของเรา

       การทำธุรกิจในทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะธุรกิจเท่านั้น แต่ธุรกิจเป็นเรื่องส่วนบุคคลด้วย แนวคิดการทำธุรกิจแบบเดิมคือ ธุรกิจคือธุรกิจ (Business is business) คงไม่เพียงพอแล้วครับ ธุรกิจในยุคนี้ต้องรวมเรื่องส่วนบุคคล(Business is personal) เข้ามาด้วย เพราะผู้บริโภค หรือ ผู้ซื้อในปัจจุบัน ไม่ได้ต้องการซื้อเฉพาะสินค้า หรือบริการที่ขายเท่านั้น แต่สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าสินค้าหรือบริการที่เขาซื้อคือ เขาต้องการทำธุรกิจที่เขาพึงพอใจจากคนที่เขารู้จัก (People they know) คนที่เขาชอบ (People they like) และคนที่เขาไว้ใจ (People they trust) เพราะปัจจุบันช่องทางการทำให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเป็นไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ทั้งจากการเผยแพร่ให้ความรู้ของหน่วยงานทางราชการที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ หรือจากคู่แข่งขันของเราที่เต็มใจกระทำให้ข้อมูลเพื่อแนะนำสินค้าและบริการของเขา ซึ่งผู้บริโภคและผู้ซื้อสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสินค้าและบริการของเราได้ และจากผู้บริโภคและผู้ซื้อเองที่ตั้งใจกระทำ โดยเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูลสินค้าและบริการของเราให้แก่คนอื่นๆทราบ ดังนั้นกระบวนทัศน์หรือมุมมองในการมองผู้ซื้อหรือผู้บริโภคจึงต้องเปลี่ยนไป เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า “People don’t buy products or services, they buy what those products or services do.” คนไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการ คนซื้อสิ่งที่สินค้าหรือบริการทำให้เขา

       Flint McLaughlin กล่าวว่า “People don’t want to be marketed to, they want to be communicated with” คนไม่อยากถูกทำการตลาดกับ แต่อยากถูกติดต่อสื่อสารด้วย

เปลี่ยนมุมมองธุรกิจ สไตล์ Gen Y


       สวัสดีเพื่อนๆชาวไอหมอกอีกครั้งค่ะ วันนี้ไอหมอกขอนำเอาข้อคิดดีดีเกี่ยวกับมุมมองของการทำธุรกิจจากหนังสือ "Flip" ของ Peter Sheahan ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ChangeLabs มาฝากเพื่อนๆกัน เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆทางด้านธุรกิจ และไอหมอกเชื่อว่าบทความนี้จะสามารถทำให้หลายๆท่านต่อยอดธุรกิจได้อย่างดีเลยทีเดียวค่ะ ^^


       “Trust in the LORD with all your heart. Never rely on what you think you know. Remember the LORD in everything you do, and he will show you the right way. Never let yourself think that you are wiser than you are; simply obey the LORD and refuse to do wrong.”                                                                                 Proverbs 3:5-7

       การทำธุรกิจในปัจจุบันต้องมีมุมมองใหม่ของยุทธศาสตร์ การดำเนินการ ลูกค้า และบุคลากร “Business today requires new perspectives on strategy, operations, customers and staff.” เป็นประโยคเปิดนำในหนังสือชื่อ Flip เขียนโดย Peter Sheahan ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ChangeLabs บริษัทที่ปรึกษาระดับนานาชาติที่มีลูกค้าเป็นบริษัทชั้นนำเช่น Google, Goldman Sachs, Sony, Hilton Hotels, Harley Davidson, GlaxoSmithKline, Cisco และ Pizza Hut เป็นต้น

       ความคิดของ Peter Sheahan น่าสนใจเพราะเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการคิด การพูด และการเขียนจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “A next generation thinker.” นักคิดของคนยุคต่อไป เขาเป็นนักพูดในเวทีสัมมนาทั่วโลก และมีงานเขียนที่โด่งดังคือหนังสือชื่อ “Generation Y”, “Making It Happen” และ “Flip”

       ในหนังสือชื่อ Flip ของเขา Peter Sheahan ให้ความเห็นว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเราไม่สามารถจะหยุดนิ่งอยู่กับความคิดและความเคยชินเก่าๆอีกต่อไปได้แล้ว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดของเราในการทำธุรกิจให้ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่บีบบังคับให้เราต้องเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลามาจาก 4 แรงขับดันคือ

       1.   Increasing compression of time and space
              เพราะมนุษย์มีความอดทนต่ำและนับวันจะมีความอดทนต่ำลงเรื่อยๆ จนแทบจะไม่สามารถจะหยุดรอคอยอะไรได้อีก ยิ่งในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนปัจจุบัน เทคโนโลยีทำให้เกิดความรวดเร็วได้ในบัดดล เรายิ่งมีความคาดหวังให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ความกดดันเรื่องเวลาจึงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จตัวหนึ่งในสนามแข่งขันธุรกิจ ในอดีตเราอาจจะคิดว่าการทำมากขึ้นด้วยเวลาที่น้อยลง (Doing more with less) คือความมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ปัจจุบันความคิดแค่นี้คงไม่เพียงพอแล้ว ต้องเพิ่มความรวดเร็วเข้าไปเป็น “doing more with less, faster” เพราะการทำธุรกิจในปัจจุบันไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนประเทศทางภูมิศาสตร์อย่างในอดีตอีกแล้ว การค้าเสรี การเงินเสรี การตลาดเสรี ทำให้การเคลื่อนย้ายคน สินค้า และเงินลงทุนเสรีมากขึ้นตามไปด้วย ระยะทางไกลกลายเป็นใกล้เพราะการสื่อสารของโลกรวดเร็ว ย่นระยะเวลาการติดต่อ ทำให้โลกในการติดต่อธุรกิจเล็กลง (The world is getting smaller) แต่ในเวลาเดียวกันการที่เราสามารถติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลกได้จำนวนมากขึ้นโดยใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเดียวทำให้โลกในการทำธุรกิจของเราใหญ่ขึ้น (The world is getting bigger) ความกดดันนี้ทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิดในการทำธุรกิจใหม่ เพื่อสามารถตอบรับกับความคาดหวังของคนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

       2.  Increasing complexity
              เพราะโลกธุรกิจที่เล็กลงและโตขึ้นในเวลาเดียวกันทำให้เรามีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นในการทำธุรกิจ เครือข่ายการติดต่อที่โยงใยกันทั้งโลก ทำให้มีทั้งผู้ขายและผู้ซื้อใหม่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มีสินค้าใหม่เข้ามาแข่งกับสินค้าเก่า มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิม มีความคิดใหม่ ทางเลือกใหม่ กระแสใหม่เกิดขึ้นและลุกลามแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทำให้กระบวนการในการบริหารจัดการความยุ่งยากซับซ้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความคิดในการทำธุรกิจแบบปกติเหมือนอย่างเคยทำ(Doing business as usual) ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว

       3.  Increasing transparency and accountability
              เพราะทุกวันนี้เราแทบจะไม่มีที่สำหรับความลับส่วนตัวกันแล้ว แมลงวันหนึ่งตัวตกในชามบะหมี่มีคนรู้ได้เป็นร้อยเป็นพันคนทันทีที่ถูก Post จากมือถือเข้า line เข้า Facebook เทคโนโลยีทางการสื่อสาร ทำให้เกิดสังคม online ที่สามารถแพร่หลายกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ความโปร่งใส และความเชื่อถือได้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะสังคมได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการตัดสินใจยอมรับสินค้าหรือบริการ จากความไว้วางใจ (Trust) ในตัวผู้ผลิต หรือผู้ให้บริการ ความรับผิดชอบต่อคุณภาพของสินค้าและบริการ ความซื่อสัตย์ยุติธรรมในเรื่องราคา สิทธิการรับรู้ของผู้บริโภค ความรับผิดชอบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโลก เสรีภาพและ สิทธิมนุษยชน รวมไปถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และ จรรยาบรรณ เป็นเรื่องที่สังคมคาดหวังและเอามารวมกับการทำธุรกิจ สินค้าที่แอบเอาเนื้อม้า มาผสมกับเนื้อวัว แล้วหลอกขายเป็นเนื้อวัว สังคมและผู้บริโภคไม่ยอมรับและกดดันให้เก็บออกไปจากตลาดทันที เป็นตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงน้ำหนักความกดดันเรื่องความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจ

       4.    Increasing expectations on the part of everyone for everything
              เพราะความคาดหวังของคนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเพิ่มความคาดหวังมากขึ้นเรื่อยๆตามกระแสบริโภคนิยม เมื่อความคาดหวังที่ระดับหนึ่งบรรลุความคาดหวังแล้ว จะเกิดความคาดหวังระดับสูงมากขึ้นอันใหม่เข้ามาแทนที่ สิ่งที่เคยเป็นเพียงความปรารถนา (Desire) เมื่อได้รับสิ่งนั้นสมความปรารถนา (Satisfied) สิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี (Necessity) ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของคนในกระแสโลกาภิวัฒน์ได้แพร่ระบาดไปในคนทุกระดับชั้นในสังคม ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จแบบ ถูก เร็ว ดี ในวันนี้ต้องเพิ่มคุณค่า (Extra value) เข้าไปถึงจะสามารถแข่งขันได้ ความคาดหวังจึงเป็นอีกหนึ่งความกดดันที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

JAL สายการบินตรงเวลาที่สุดในโลก

       องค์กรด้านสถิติการบินระหว่างประเทศเผยผลสำรวจ ล่าสุดที่ระบุว่า สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส (JAL) ของญี่ปุ่นครองตำแหน่งสายการบินที่ “ตรงเวลา” มากที่สุดในโลกส่วน “การบินไทย” ไม่มีรายชื่อติดโผด้านความตรงต่อเวลา

       รายงานข่าวซึ่งอ้างผลสำรวจล่าสุดของ “ไฟลต์สแต็ทส์ อิงก์” องค์กรรวบรวมข้อมูลและสถิติด้านการบินระหว่างประเทศชื่อดัง แห่งเมืองพอร์ทแลนด์ของสหรัฐฯ ระบุว่า สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส หรือ “เจเอแอล” สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่นซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองชินางาวะในกรุงโตเกียว ถือเป็นสายการบินที่มีสถิติด้านการตรงต่อเวลาของเที่ยวบินสูงที่สุดในโลกโดยเที่ยวบินที่ให้บริการได้ตรงตามเวลาของเจแปน แอร์ไลน์สมีจำนวนกว่า 90.35 เปอร์เซ็นต์ของเที่ยวบินทั้งหมดของสายการบินแห่งนี้ถือเป็นสายการบินพาณิชย์ที่ “ตรงเวลาที่สุด” ในอุตสาหกรรมการบินโลก


       ส่วนสายการบินที่มีสถิติด้านการตรงต่อเวลาที่สุดติด “ท็อปเท็น” ของโลก รองลงมาจากเจแปน แอร์ไลน์ส ประกอบด้วย สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ของญี่ปุ่น (มีเที่ยวบินให้บริการตรงเวลา 88.48% ของเที่ยวบินทั้งหมด), เอสเอเอส สแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์สของสวีเดน เดนมาร์ก และนอร์เวย์ (87.91%), สายการบินเคแอลเอ็มจากเนเธอร์แลนด์ (87.85%), แอร์ นิวซีแลนด์ (87.76%), สายการบินกัล์ฟ แอร์ของประเทศบาห์เรน (87.71%), สายการบินเดลตา แอร์ ไลน์สของสหรัฐฯ (85.95%), ฟินน์แอร์จากฟินแลนด์ (85.90%), สายการบินอาลิตาเลียจากอิตาลี (83.76%) และอันดับที่ 10 คือ สายการบินลุฟท์ฮันซาแห่งเยอรมนี ที่เป็นสายการบินใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป (83.51% )

       ส่วนสายการบินที่มีสถิติการตรงต่อเวลาของเที่ยวบินมากที่สุดในอันดับที่ 11-20 ของโลก ตามข้อมูลของ “ไฟลต์สแต็ทส์ อิงก์” ประกอบด้วย แควนตัสของออสเตรเลีย (มีเที่ยวบินให้บริการตรงเวลาคิดเป็น 82.66% ของเที่ยวบินทั้งหมด), แอร์ เบอร์ลินของเยอรมนี (81.80%), สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส(80.87%), แอร์ฟรานซ์ (80.76%), สวิสแอร์ (80.24%), มาเลเซีย แอร์ไลน์ส (80.19%), สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์สของสหรัฐฯ (76.94%), สายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส (76.93%), สายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ของ “เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน” มหาเศรษฐีชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ (76.77%) และปิดท้ายด้วยอันดับที่ 20 คือ สายการบินเอเชียนาของเกาหลีใต้ (76.73%)

       อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าการบินไทย และสายการบินอื่นๆ ของประเทศไทยไม่มีชื่อติดอันดับด้านการให้บริการที่ตรงต่อเวลาจากผลสำรวจขององค์กร “ไฟลต์สแต็ทส์ อิงก์” ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้แต่อย่างใด

       ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงเป็นที่หนึ่งของการมีวินัย และการตรงต่อเวลาอยู่เสมอ และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนจะต้องตระหนักมากขึ้นว่า หากเรายังไม่มีความตรงต่อเวลา ภาพลักษณ์ทุกอย่างของเราก็จะส่งผลให้หลายๆส่วนอาจต้องหลุดมือไปอย่างดึงกลับคืนไม่ได้ ไอหมอกคิดว่า ถ้าคนไทยร่วมใจกันตรงต่อเวลา มีวินัยอย่างเต็มหัวใจได้เท่าเสี้ยวหนึ่งของคนญี่ปุ่น ไอหมอกเชื่อว่า อีกไม่นานประเทศไทยอาจติดอันดับต้นๆ เรื่องความน่าอยู่ก็เป็นได้

ที่มา .. ผู้จัดการออนไลน์